ประวัติศาสตร์บอกเล่า มสธ. (STOU Oral History)

21 October 2008 - ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยตอนที่ 3 (วันเวลาที่ผ่านไป)

ผมไปจากหน้า blog นี้พอสมควร ไปทำบล็อกใหม่บ้าง ไปทำห้องสัมมนาเสริมใน e-learning ให้กับนักศึกษาปริญญาโทที่เข้าสัมมนาในกลุ่มที่ผมรับผิดชอบบ้าง ไปทำงานวิจัยบ้างสารพัดมีทั้งที่เสร็จแล้วและยังไม่เสร็จ ก็คงเหมือนกับอีกหลายท่านที่มีภารกิจอาจจะมากกว่าผมเสียด้วยซ้ำ หายไปซะจนไม่ได้มาเขียนประวัตศาสตร์บอกเล่า มสธ. ต่อเลย ตอนนี้พอว่างก็เลยกลับมาเขียนเรื่องราวของ มสธ. ในอดีต (รวมทั้งปัจจุบัน) ตามมุมมองของผมเองต่อดีกว่า อย่างน้อยก็เอาไว้เป็นบันทึกความทรงจำในการทำงานที่นี่เป็นส่วนตัวของผมเอง (ไม่รู้มีคนเข้ามาอ่านบ้างหรือเปล่า)

ไม่น่าเชื่อครับว่า มสธ เราครบ 30 ปีแล้ว นับว่าเป็นเวลานานมากทีเดียวเมื่อดูจากจำนวนตัวเลข แต่ในห้วงความคิดของผม กลับเร็วอย่างไม่น่าเชื่อระคนปนไปกับน่าใจหาย วันเวลาที่ผ่านไปเร็วเช่นนี้ทำให้ผมกลับมามาคิดดูว่าเรากำลังจะเดินกันไปทางไหน ถามอย่างนี้กว้าง ไม่รู้ใครเดิน ผมเดิน ตัวท่านเดิน หรือองค์กรเดิน ถ้าตอบกันแบบที่คนไทยถนัด (ทุบดิน) ก็มันเดินกันทุกวันนั่นแหละ มันมีใครอยู่นิ่งๆ กันบ้างเล่า ก็จริงนะ แต่ที่ต้องถามกันต่อคือเดินไปไหน เดินไปไหนนี่ไม่ใช่เดินไปซื้อของตลาดนัดกลางเดือนหรือสิ้นเดือนครับ แต่หมายความว่าเราจะเดินจะมุ่งจะหมายจะพัฒนา มสธ กันไปทางไหน คำตอบคือยังไม่รู้ครับ เพราะคนตอบไม่ใช่ผมพรือพวกเราในฐานะบุคลากร แต่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะอธิการบดี ผมกล่าวตามที่เห็น (ถ้าไม่ใช่ต้องมีคนออกมาบอกมากล่าวครับ) เพราะนับจากวันที่ท่านรับตำแหน่งแล้วผมยังไม่พบท่านในท่ามกลางบุคลากรในพื้นที่สาธารณะ (ที่ไม่ใช่ห้องประชุมที่มีคนนั่งกันอยู่เพียงไม่กี่สิบคน) ในฐานะอธิการบดีที่มีภาระหน้าที่ตามวิสัยทัศน์ที่ท่านบอกกับคน มสธ ในตอนถูกเสนอชื่อเป็น candidate อธิการบดีแต่อย่างใด เรายังไม่ได้เห็นการพบปะกับประชาคมเพื่อแสดงจุดยืนและแนวทางพัฒนา มสธ ที่ practical มากกว่าตอนที่ใช้แสดงวิสัยทัศน์ ผมยังรอวันนั้น (ไม่รู้มีคนรอแบบผมหรือเปล่า) เมื่อมันยังไม่เกิด ผมจึงสรุปว่าไม่รู้ มสธ จะเดินไปทางไหนนั่นเอง...

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

14 December 2007 - คุณสมบัติของอธิการบดีคนใหม่

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมาผมไปเข้าร่วมในการรับฟังและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ของเรา ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารวิทยทัศน์โดยสภาวิชาการ ในการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้มีคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีเข้าร่วมด้วย โดยในส่วนของผู้แทนคณาจารย์ 2 คน ผู้แทนสาย ข และ ค 2 คน ตลอดจนกรรมการและเลขานุการมากันครบพร้อมหน้า ส่วนกรรมการจากสภามหาวิทยาลัยมาด้วยกัน 2 ท่านคือ อาจารย์คณิต ณ นคร และอาจารย์อุทุมพร จามรมาน มีอาจารย์วิกรณ์ รักปวงชน จากนิติศาสตร์ และอาจารย์สมัครสมร ภักดีเทวา จากสำนักเทคโลยีการศึกษา เป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกัน

 

วันนั้นมีคนเข้าร่วมรับฟังและร่วมแสดงความคิดเห็นตามปกติคือไม่มากเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนประจำคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ก็หน้านี้แหละมาแทบทุกครั้ง ผมว่าการจะทำให้การรับฟังความเห็นมีความหมายก็คือการนำเอาสิ่งที่ได้มีผู้แสดงความเห็นไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง ทำนองว่ามาพูดแล้วเกิดมรรคเกิดผลบ้าง ไม่ใช่มาพูดกันแล้วก็ไม่เอาไปปฏิบัติ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไอ้ที่พูดๆ กันแล้วไม่ทำเนี่ยแหละทำให้คนไม่อยากเข้ามาร่วม เพราะไม่มีผล แต่ถ้ามาพูดแล้วเกิดผลอย่างที่พูด ทำได้อย่างนี้อยู่เสมอคนก็จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นมากขึ้น เชื่อผมไหมล่ะ

 

อาจารย์หลายท่านรวมทั้งบุคลากรอีกหลายคนได้ร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานภาพปัจจุบัน ตลอดจนทิศทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต รวมทั้งมีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของอธิการบดีเพิ่มเติมด้วย ผมเองก็ได้ร่วมแสดงความเห็นในวันนันด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของคุณสมบัติของอธิการบดีนั้น มีคนกล่าวไว้หลายประการ ส่วนผมนั้นเห็นว่าอย่างน้อยอธิการบดีคนใหม่ต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการคือ

 

หนึ่ง ต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารอย่างจริงจัง การตัดสินใจในการบริหารจัดการวิชาการของมหาวิทยาลัยต่อจากนี้ไปต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเรามีข้อมูลสารสนเทศมากมายที่บอกว่าเราทำมาเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ แต่เอาเข้าจริงเราไม่เคยใช้อย่างจริงจังเลยแม้แต่น้อย ผมยกตัวอย่างเรื่องเดียวที่ชัดเจนที่สุด นั่นก็คือปัญหาเกี่ยวกับการลาออกกลางคัน หรือ drop out rate ของนักศึกษาซึ่งแต่ละรุ่นแต่ละปีมีจำนวนสูงมากเฉลี่ยแล้วประมาณร้อยละ 70 ขึ้นไปที่ไม่ลงทะเบียนเรียนต่อ เราพูดถึงข้อมูลนี้มานานแล้ว เพราะปัญหานี้เกิดมานาแล้วเช่นกัน จนปัจจุบันเราก็ยังแก้ไม่ได้สักเท่าไรนัก อัตราการลาออกกลางคันของนักศึกษายังสูงอยู่ อันนี้มีผลกับมหาวิทยาลัย เอาที่ชัดเจนก็คือรายได้เราหายไปเป็นจำนวนมากครับ ก็คนไม่มาลงทะเบียนเรียนจะเอารายได้จากไหน ดังนั้นไอ้ที่เราบอกว่าเราจะหารายได้อะไรกันวุ่นวายน่ะ เพลาๆ ลงบ้างก็ได้ เพียงแก้ปัญหาโดยลดอัตราการลาออกกลางคันของนักศึกษาให้ได้ เท่านี้เราก็มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วครับ เอาให้เหลือซักประมาณร้อยละ 40 ส่วนต่างร้อยละ 30 ที่ได้มานั้นคูณกับเงินลงทะเบียนเฉลี่ยต่อหัวประมาณเอาแค่คนละ 2,000 บาทเป็นเงินเท่าไหร่ ร้อยละ 30 ของนักศึกษาที่ได้มานั้นเป็นหมื่นคนนะครับพี่น้อง ไม่ใช่เล่นๆ แต่เราก็ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตอนผมเป็นรักษาการ ผอ ศูนย์ประกันคุณภาพฯ เคยนั่งดูตัวเลขกับน้องที่กองแผนงาน ก็พบว่ามันมีแบบแผนของการ drop out คือคนที่ drop คือนักศึกษาใหม่ปีหนึ่งพอขึ้นปีสองเทอมแรกจะหายไปเลยครับ คือไม่ลงทะเบียนเรียนต่อ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เราก็ยังบอกว่าก็เรารู้อย่างนี้แล้วผู้บริหารทำอะไรบ้าง จุดวิกฤติมันอยู่ที่เทอมแรกของปีสอง แล้วเราทำอะไรบ้าง ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ จะแก้ปัญหา drop out ต้องแก้ที่นักศึกษาใหม่ปีสองก่อนเป็นลำดับแรก จะทำอย่างไรอันนี้ต้องคิดไงครับ คิด หน้าที่ใครครับที่ต้องคิด คงไม่ต้องให้ผมบอกมั๊ง เคยคิดหรือไม่เคยคิด คิดออกหรือคิดไม่ออก ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้คือ drop out rate ก็ยังสูงอยู่เช่นเคย รายได้ของมหาวิทยาลัยก็ยังหายไปอีกเช่นเคย

 

สอง อธิการบดีต้องรู้จักเลือกคนที่เหมาะสมมาทำงานให้มหาวิทยาลัย ไอ้คุณสมบัติในการเลือกคนมองคนมาทำงานนั้นไม่ได้มีกันทุกคนนะครับ ของแบบนี้มันต้องใจกว้าง คำนึงถึงประโยชน์ของมหาวิทยาลัย นักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ มีสมมติฐานอย่างนี้แล้วจะได้ไม่ไปเลือกเอาประเภทที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างมาเป็นทีมงานบริหารของมหาวิทยาลัย ผู้บริหารของเราเท่าที่ผ่านมาและเท่าที่มีอยู่ คงไม่ต้องบอกนะครับว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร ยี้หรือไม่ยี้ท่านก็ลองพิจารณาเอาเองครับ เท่าที่ผมมีประสบการณ์ตรงกับบางคนน่ะ บอกได้เลยว่าให้มาเป็นอาจารย์ที่สาขาวิชาน่ะดีแล้ว อย่าให้ขึ้นไปบริหารเลยครับ มีทั้งที่ไม่รู้ว่าความเป็นผู้บริหารนั้นคุณมีหน้าที่อะไร ไม่ใช่เดินประชุมนะครับบอกไว้ก่อน ไอ้หน้าที่กำกับดูแลงานในความรับผิดชอบน่ะ อันที่จริงไม่มีท่านเหล่านั้นเขาก็ทำงานกันได้ เพราะส่วนใหญ่มันงานรูทีน เขาเอาท่านมาเป็นก็หวังให้ท่านคิดไงครับ คิดในเชิงนโยบาย คิดในทางยุทธศาสตร์ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ครับ คิดให้เกิดประโยชน์กับมหาวิทยาลัยโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง การที่อธิการบดีจะเลือกคนที่เหมาะได้ ต้องมีการศึกษา profile ของบุคลากรที่ดี แล้วกล้าที่จะมอบหมายให้คนเหล่านั้นทำหน้าที่ ไม่ใช่ไม่เคยรู้เลยว่าใครทำอะไร ใครเป็นอย่างไร เลือกคนแบบสายลมแสงแดด แบบเสื้อผ้าอาภรณ์ แบบวาจาไพเราะเสนาะหู ดังนั้นผู้บริหารของเราที่ผ่านมาจึงเข้าข่าย ดูดี (แต่งตัวดี) มีอายุ (อาวุโสหน่อยๆ) อุดมมาด (คือต้องมีมาดดี) ญาติดีเสมอกัน (คือถ้อยทีถ้อยชมกันและกัน) ผิดไปจากนี้ไม่เอา เอามาแล้วเดี๋ยวมีปัญหา ไม่ชอบขี้หน้ามัน ผมว่าคนใน มสธ ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้บริหารมากกว่าบรรดาท่านที่นั่งอยู่ปัจจุบันนี้มีหลายคนเหลือเกิน แต่พวกนี้มี่คุณสมบัติพิเศษครับครับ เช่น ไม่เป็นที่ถูกชะตาของผู้บริหารระดับสูง วาจากร้าวร้าว ตรงไปตรงมาเกินไป (สังคมไทยไม่ชอบคนแบบนี้) รู้มากกว่าตัวเอง มีคนมาบอกว่านิสัยไม่ดี (เลยเชื่อตามเขา) สิ่งที่เกิดตามมาคือ มสธ จึงเสียโอกาสไปครับ ผมคิดของผมนะครับว่า ถ้าสิ่งที่เราได้มาคือขยะ คุณจะคาดจะคั้นอย่างไรคุณก็ได้แค่ขยะเท่านั้น

 

สาม อธิการบดีต้องเท้าติดดินอยู่เสมอ หมายความว่าต้องลงมาเดินพบปะผู้คนอยู่เป็นนิจสิน ไปหน่วยงานโน้นนี้หน่วยงานนี้บ้าง ลงมานั่งกินข้าวกับผู้คนในมหาวิทยาลัยบ้าง คุยกับคนให้หลากหลายบ้าง ก็จะรู้ว่าปัญหาของมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหน เอาแต่นั่งอยู่ข้างบน แม้จะอยู่สูงแต่กลับมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง การลงมาหาผู้คนได้หลายอย่าง ได้ทั้งจิตใจ ได้ทั้งความสัมพันธ์ ได้ทั้งงาน ได้ทั้งการมีส่วนร่วม สารพัดจะได้ และก็ทำไม่เห็นจะยาก ไม่ต้องทำทุกวัน แต่ทำเป็นประจำเมื่อมีเวลาว่างครับ

 

ของผมก็ขอสัก 3 อย่างแล้วกัน จะได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ครับ

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

8 December 2007 - การประเมินคุณภาพภายใน

ปีนี้ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประเมินภายใน 2 สำนักคือ สำนักคอมพิวเตอร์ และสำนักบรรณสารสนเทศ ซึ่งเสร็จเรียบร้อยไปแล้วทั้งสองสำนัก รายงานก็เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ข้อดีอย่างหนึ่งของการประเมินภายในสำหรับผมคือ ได้พูดคุยสนทนากับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เป็นชาว มสธ ด้วยกัน แต่ทั้งปีไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกันสักเท่าไหร่ เพราะเอาแต่ทำงาน งานแต่ละวันมันก็เยอะเหลือเกินคุณว่าไม๊ ไม่รู้อะไรนักหนาวันวัน การประเมินภายในสำหรับผมแล้วเป็นการ relax จากงานที่รับผิดชอบอยู่ แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ก็ดีนะ เพราะอย่างน้อยได้เปลี่ยนบรรยากาศ พ้นไปจากบรรยากาศเดิมๆ บทสนทนาเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ ในหน่วยงานที่เราสังกัดอยู่

 

ทั้งสำนักคอมพิวเตอร์และสำนักบรรณสารสนเทศล้วนเป็นสำนักที่มีความสำคัญกับ มสธ มาก สำนักคอมนั้นดูแลเรื่องที่สำคัญมากคือฐานข้อมูล นศ ทั้งหมด พอไปประเมินก็รู้ว่าฐานนี้กำลังเป็นปัญหาพอสมควร เพราะใช้มานานมาก และสร้างขึ้นภายใต้ระบบที่ปัจจุบันสูญสลายไปแล้ว การจะปรับปรุงแก้ไขก็ทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจาก แก้จุดหนึ่งอาจไปพันจุดอื่น ดีไม่ดีเดี๋ยวพาลให้ทั้งระบบมีปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบมากกว่าหลายเท่า ทราบว่าทางสำนักทำ TOR เพื่อหาคนที่จะมาพัฒนาใหม่ ซึ่งเท่าที่รู้มายังไม่มีคนมารับจ้าง ยังไงเอาใจช่วยท่าน ผอ นะครับ ขอให้มีคนมารับงานในเร็ววันนี้ ไปที่สำนักบรรณสารก็เห็นหนังสือมากมาย ทำให้เรารู้สึกว่าชั่วชีวิตเราจะมีปัญญาอ่านหนังสือได้มากมายสักแค่ไหน หนังสือดีๆ น่าอ่านเยอะมาก ความรู้ใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลาจนตามแทบไม่ทันแล้ว คงต้องเลือกอ่านเป็นบางเล่ม ว่าแต่ที่ซื้อเก็บไว้ทั้งที่บ้านและที่ทำงานก็ยังอ่านไม่หมดเลย

 

ผู้บริหารและบุคลากรของทั้งสองสำนักให้การต้อนรับดีมากครับ ผมว่าเราเคารพให้เกียรติกันตามสถานภาพและบทบาทที่เราได้รับ ทำให้การทำงานประเมินภายในมีความสุขมาก การได้สนทนาพูดคุยกันเป็นเรื่องดีครับ ทำให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ที่สำคัญผมว่าช่วยเราคลายปัญหาบางอย่างไปได้ด้วย การได้พูดออกมาคือการได้ระบายความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ และพร้อมกันนั้นเราก็ได้เรียนรู้คนอื่นไปด้วย ไม่มีใครพิเศษเหนือใครในโลกใบนี้ ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันครับ ต่างกันก็สถานภาพและบทบาท เพียงเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เราก็เป็นคนที่น่าเคารพนับถือแล้วครับ

 

อย่างไรก็ตามจากการประเมินคราวนี้ ผมมองเห็นปัญหาบางอย่างที่มาจากศูนย์ประกันคุณภาพการศึกษา หลายเรื่องผมคุยและบอกไปกับทางเจ้าหน้าที่แล้ว อีกหลายเรื่องก็เคยบอกไว้ในการประชุมคณะกรรมการประเมินของมหาวิทยาลัยที่ผมเป็นกรรมการอยู่ด้วยแล้ว แต่ในความเห็นผมบางอย่างยังไม่ค่อยลงตัว ไม่รู้จะทำยังไง ผมค่อนข้างเห็นใจท่าน ผอ ศูนย์ประกันค่อนข้างมาก นึกไปถึงสมัยที่ผมรักษาการอยู่ ตอนนั้นผมเองก็พยายามจะทำให้ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ ประกันคุณภาพนี่ต้องใช้เวลาครับ เอาเร็วๆ ไม่ได้หรอก ที่สำคัญความเข้าใจของบุคลากรเนี่ยสำคัญ และที่สำคัญมากกว่านั้นผู้บริหารต้องเห็นความสำคัญ เอาจริงเอาจัง เรียนรู้ไปพร้อมกับบุคลากร และสนับสนุนทรัพยากรตามสมควร ทั้งหมดที่ว่ามานี้เรายังไม่มีครับ แต่มันน่าห่วงเพราะ สมศ จะมารอบสองในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว คราวนี้ประเมินทั้งสถาบันและกลุ่มสาขา พร้อมกับตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่านด้วย น่าห่วงไม๊ล่ะครับ ผมว่านี่จะเป็น turning point ที่สำคัญของ มสธ อีกครั้งหนึ่ง

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - สรรหาอธิการบดี (ต่อ)

ถึงวันนี้การสรรหาอธิการบดีกำลังเป็นที่สนใจของชาว มสธ กันเพิ่มขึ้น ข่าวคราวเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาก็เริ่มมีให้เราเห็นมีให้เราอ่านกันมากขึ้นเป็นลำดับ ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ดีนะจะว่าไป หลายคนบอกว่าดูเหมือนเรามีส่วนร่วมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน พูดอย่างนี้ผมเริ่มมาคิดมันจริงไหมที่เรามีส่วนร่วมมากกว่าแต่ก่อน ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามีส่วนร่วมอะไรกันเล่าในกระบวนการสรรหา ถ้าจะท้าวความกันตามลำดับ อาจจะเริ่มจากการที่เรามีส่วนร่วมในการเลือกผู้แทน (กลุ่มคณาจารย์) จำนวน 2 คน ซึ่งเขาบอกว่าเนี่ยไงเพิ่มเป็นสองคนแล้ว เดิมนั้นมีเพียงหนึ่งคน เรามีส่วนในการแสดงความเห็นในการประชุมระดมความเห็นตามที่ตัวแทนคณาจารย์จัดให้เราได้มีโอกาสแสดงความเห็น เรามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นในเว็บไซต์ ในบอร์ดความเห็นใต้ถุนอาคารวิชาการ 3 และเรากำลังจะมีส่วนในการแสดงความเห็นในวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ที่พิทยพัฒน์ซึ่งคราวนี้อาจารย์คณิตจะเข้ามาร่วมฟังด้วย เราจะมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อผู้สมควรเป็นอธิการบดีผ่านทางหน่วยงานที่เราสังกัด เราจะมีส่วนร่วมในการเข้าฟังการเสนอแนวนโยบายของบรรดา candidate อธิการบดีที่กรรมการสรรหาเขาจะเลือกขึ้นมา นี่คือการมีส่วนร่วมของเราในการสรรหาอธิการบดีคราวนี้คร่าวๆ ซึ่งหากจะบอกว่าเรากำลังมีส่วนในการชี้ชะตามหาวิทยาลัยของเราในการสรรหาอธิการครั้งนี้ละก้อ ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น ทำไมหรือครับ

 

ก็เพราะว่าผมเห็นว่าการมีส่วนร่วมที่แท้จริงนั้นก็คือการมีส่วนร่วมในการเลือกอธิการบดีไม่ใช่แค่เสนอชื่อ เราต้องเป็นคนที่มีส่วนเลือกด้วยครับผมจึงจะถือว่าเราสามารถกำหนดชะตาชีวิตของมหาวิทยาลัยได้เอง ผมเคยเสนอความเห็นไว้ในการประชุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีฉบับใหม่ที่ร่างโดยกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารวิทยทัศน์โดยมีอาจารย์คณิต ณ นคร อาจารย์อุทุมพร และอาจารย์ทองอินทร์เข้าร่วมด้วย สิ่งที่ผมเสนอก็คือขอให้ประชาคมมีส่วนในการลงประชามติรับรองอธิการบดีคนที่สภามหาวิทยาลัยจะเลือกให้เราได้หรือไม่ ผลก็เป็นอย่างที่เราทราบนะครับคือในข้อบังคับที่นายกสภาลงนามแล้ว ไม่มีการแก้ไขประเด็นนี้แต่อย่างใด ผมบอกว่าถึงตอนที่สภามหาวิทยาลัยเลือกผู้ที่สมควรเป็นอธิการบดี (ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของกรรมการสรรหาจำนวนไม่เกิน 3 ชื่อ) ได้แล้ว ขอให้เอาชื่อนั้นให้ประชาคมลงประชามติรับรองได้หรือไม่ โดยให้นำผลประชามติใช้ประกอบการตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัยอีกครั้ง คือผู้ที่สมควรเป็นอธิการบดีต้องได้รับการรับรองจากการลงประชามติของประชาคมกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มคณาจารย์ กลุ่มสาย ข กลุ่มสาย ค กลุ่มพนักงาน ฯลฯ เกินกว่ากึ่งหนึ่งของแต่ละกลุ่ม และรวมทุกกลุ่มแล้วต้องได้คะแนนประชามติตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของจำนวนบุคลากรทุกกลุ่มรวมกัน ผมจำได้ว่าระหว่างที่ผมพูดในที่ประชุมวันนั้น ท่านอาจารย์ทองอินทร์ท่านส่ายหน้า อาจารย์คณิตกับอาจารย์อุทุมพรก็ดูเหมือนไม่สนใจอะไรเท่าไรนัก ผมไม่ได้หวังอะไรจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งสองท่านอยู่แล้ว แต่ผมถือว่าผมได้แสดงความเห็นในขอบเขตของสิทธิของผมแล้ว ส่วนการแก้ไขตัวข้อบังคับไม่ใช่หน้าที่ของผม เป็นหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมอยากให้เราคน มสธ มองตรงนี้ให้มากครับ เพราะเราจะได้ข้อสรุปว่าเราหวังอะไรได้บ้างจากคนที่เกี่ยวข้อง

 

การมีส่วนร่วมเพียงการแสดงความเห็นที่เป็นความพยายามของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นผมถือว่าเป็นเรื่องที่ควรแก่การชื่นชม แต่ยังไม่เพียงพอกับสิ่งที่ชาว มสธ ควรได้รับ มหาวิทยาลัยจะครบ 30 ปีแล้วนะครับ ไม่ใช่เพิ่งจะตั้งกันมาวันสองวัน

 

ในการประชุมระดมความเห็นที่พิทยพัฒน์ที่จัดโดยตัวแทนคณาจารย์สองท่านคือ อาจารย์รสลิน และอาจารย์ศิริศักดิ์ (พี่ปุ๊ย) ผมก็ได้เสนอความเห็นว่าในกรรมการสรรหาซึ่งมีจำนวน 10 คนนั้น คน 5 คนที่เป็นคนในมหาวิทยาลัย (ได้แก่ ผู้แทนคณาจารย์ 2 คน ผู้แทนสาย ข ค 2 คน รวมกับกรรมการเลขานุการคือ อาจารย์สราวุฒิอีก 1 คน) ขอให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้หรือไม่ ความหมายคือมีความเห็นที่เป็นไปในทางเดียวกัน (โดยผ่านทางกระบวนการระดมความเห็นในมหาวิทยาลัย) เพราะถ้าคน 5 คนนี้ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน โอกาสที่จะตัดสินใจให้การสรรหาเป็นไปตามความต้องการของประชาคมจริงๆ นั้นคงยาก เพราะอีก 5 คนนั้น เป็นคนที่มาจากสภามหาวิทยาลัย 4 คน อีก 1 คนมาจากสมาคมสุโขทัยฯ ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจที่จะเสนอชื่อต่อสภามหาวิทยาลัย คนเลี่ยงไม่พ้นที่ต้องลงมติในกรรมการสรรหา ถึงตอนนั้นคะแนนของคน 5 คนที่เป็นคนในมหาวิทยาลัยจะมีความหมายมาก คอยดูสิครับ

 

ผมมีประเด็นข้อสังเกตที่เราไม่ค่อยได้เอามาพูดกันก็คือ เราเห็นไหมครับว่ากรรมการสรรหา 4 คนที่มาจากสภามหาวิทยาลัยนั้น ทำหน้าที่ทั้งสรรหา และยังไปทำหน้าที่เลือกในสภามหาวิทยาลัยอีกด้วย (เพราะเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยอยู่นั่นเอง) ภาษาชาวบ้านเขาบอกว่า เป็นคนชงแล้วก็เป็นคนกินไปด้วยพร้อมกัน พอจะเห็นประเด็นนะครับ ซึ่งผมว่าแปลกไง แล้วเราจะไปว่าอะไรได้เล่า มาถึงขั้นนี้แล้ว หลายคนบอกว่าเราคงต้องเชื่อในวิจารณญาณของกรรมการสภาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เราเลือกมา ใครจะเชื่อก็เชื่อไปสำหรับผมผมไม่เชื่อครับ บอกไว้ตรงนี้เลยว่าไม่เชื่อ และเป็นสิทธิของผมที่จะไม่เชื่อ เพราะคนเหล่านั้นผมไม่เคยได้เลือกเลยสักคน

 

อธิการบดีถือว่าสำคัญมากกับมหาวิทยาลัย เพราะเป็นผู้บริหารสูงสุด ผมเคยบอกไว้แล้วว่าเรื่องของ leadership นั้นสำคัญ แม้ว่าการบริหารจัดการสมัยใหม่จะเน้นทีมงาน แต่หากหัวหรือผู้นำไม่มีความสามารถจะบริหารมหาวิทยาลัยได้แล้ว ที่เหลือก็ไม่มีความหมายอะไรสักเท่าไรหรอกครับ

 

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - สรรหาอธิการบดี

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา มีคนมาเข้าฟังการชี้แจงและร่วมแสดงความเห็นว่าด้วยข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีฉบับใหม่กันน้อยมาก ก็เป็นธรรมชาติของเราชาว มสธ ที่ภารกิจมาก และก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องควรรับผิดชอบดำเนินการไปให้ดีให้เกิดประโยชน์กับมหาวิทยาลัย บุคลากร และนักศึกษาประชาชนให้มากที่สุด เราก็เลยปล่อยให้ทำอะไรก็ทำไป เพราะเหตุนี้กระมังบางทีผู้ที่รับผิดชอบจึงไม่ได้ดำเนินการให้ดีสักเท่าไหร่นัก ผมก็ไปนั่งฟังด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ ได้มีโอกาสแสดงความเห็นไปบ้างตามสมควร แต่อย่างไรก็ตามยังเห็นว่าข้อบังคับฉบับนี้ยังมีอะไรแปลกๆ อยู่พอสมควร แม้จะแสดงความเห็นโดยการพูดไปแล้ว ก็อยากเอามาเล่าไว้ตรงนี้ด้วย ผมไม่ทราบว่าทุกท่านได้อ่านร่างข้อบังคับใหม่ปี 2550 แล้วยัง ถ้ายังลองอ่านก่อนนะครับแล้วลองคิดดูว่ามันจะเป็นอย่างไร ในความเห็นของผมข้อบังคับใหม่ปี 2550 มีประเด็นใหญ่ 2-3 ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ หนึ่งมีการถอนอำนาจของสภาวิชาการจากเดิมที่มีอำนาจในการลงคะแนนเลือกอธิการบดีเพื่อเสนอแต่งตั้งต่อสภามหาวิทยาลัย โดยให้มีสถานภาพเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีสิทธิเสนอชื่อผู้สมควรเป็นอธิการบดี 5 ชื่อเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นในมหาวิทยาลัย จะว่าไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ เพราะสุดท้ายสภามหาวิทยาลัยยังคงเป็นองค์กรชี้ขาดในการเลือกอธิการบดีอยู่ดี เพียงแต่เป็นการถอนอำนาจในการลงมติเสนอแต่งตั้งของสภาวิชาการออกไป จะว่าสุดท้ายยังไงก็เป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยก็ใช่ ปัญหาคือแล้วที่ผ่านมาทำไมจึงเอาอำนาจเสนอแต่งตั้งไปไว้ที่สภาวิชาการ แสดงว่าทั้งสองสภามีลักษณะของการแบ่งแยก authority บางอย่างเอาไว้ แต่ก็เอาเถอะหากสภามหาวิทยาลัยจะเอาไปทำเองหมดก็เชิญ แต่ระลึกไว้อย่างหนึ่งว่านี่เป็นการสร้างแบบปฏิบัติที่เป็นการเลือกบทบาทให้สภาวิชาการปฏิบัติ ส่วนคนในสภาวิชาการจะตระหนักหรือไม่ก็จนปัญญาครับ ประการที่สองมีการเพิ่มบทบาทของสมาคมสุโขทัยธรรมาธิราช ทั้งในโครงสร้างกรรมการสรรหาที่กำหนดให้นายกสมาคมเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา ทั้งที่กำหนดให้สมาคมมีฐานะเป็นหน่วยงานที่สามารถร่วมเสนอชื่อ candidate อธิการบดีได้ 5 ชื่อ ทั้งกำหนดให้การรับฟังความคิดเห็นของประชาคมกระทำผ่านสมาคมสุโขทัยธรรมาธิราช ในความเห็นผมประเด็นสำคัญก็คืออธิการบดีเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารงานของมหาวิทยาลัย คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลของการบริหารงานของอธิการบดีก็คือ สภามหาวิทยาลัย สภาวิชาการ สาขาวิชา สำนัก หน่วยงานต่างๆ ในโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของมหาวิทยาลัย คณาจารย์ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง นักศึกษา ส่วนสมาคมสุโขทัยธรรมาธิราช ในความเห็นผมยังไงก็ไม่มีส่วนได้รับผลอะไรจากการบริหารงานของอธิการบดี ตัวสมาคมเองก็เป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงไม่น่าเกี่ยวข้องกับการสรรหาอธิการบดี ผมคิดอย่างนี้ โดยไม่เกี่ยวกับประเด็นอื่นใดทั้งสิ้น ที่ดีควรเอาสมาคมออกจากข้อบังคับ แต่เชื่อเถอะคงไม่มีใครทำอย่างนั้นหรอก เหตุผลหรือครับ ?????? ก็เพื่อความเหมาะสมไง เพราะสมาคมก็มีสมาชิกเป็นทั้งคณาจารย์ ข้าราชการ บัณฑิต อยู่ด้วยอะไรทำนองนั้น ?????? ประการที่สาม พบว่ามีการถอดประเด็นเรื่องการหยั่งเสียงออกไปจากข้อบังคับใหม่ เดิมมีการหยั่งเสียงคนที่สมควรได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งครั้งสุดท้ายโดยส่งเรื่องให้ทุกหน่วยงานในมหาวิทยาลัยแสดงความเห็นหยั่งเสียงรับหรือไม่รับ แล้วนำไปประกอบการพิจารณาของสภาวิชาการ แต่ข้อบังคับใหม่ไม่มีหยั่งเสียง ในความเห็นผมคิดว่าน่าจะมีการหยั่งเสียงแต่ไม่ใช่หยั่งเสียงตามหน่วยงาน แต่ให้เป็นการหยั่งเสียงทั่วไปจากบุคลากรทุกคนของมหาวิทยาลัย ที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมตามความหมายในข้อบังคับใหม่ แล้วนำผลไปประกอบการลงมติของสภามหาวิทยาลัย ตรงไหนครับ ก็ตรงที่ตอนที่สภามหาวิทยาลัยจะลงมติเลือกคนหนึ่งเป็นอธิการบดี ต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด ตรงนี้ผมว่าก็น่าเปลี่ยนเป็นต้องได้รับคะแนนตั้งแต่ 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด ถ้ายังไม่ได้ลงมติใหม่ แต่ให้ใช้คะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่ง และหากยังไม่ได้จึงมาใช้เกณฑ์คนที่ได้คะแนนสูงสุด (เพราะความหมายของคะแนนสูงสุดมีว่า หากกรรมการมี 11 คน 9 คนไม่ออกเสียง อีก 2 คะแนนลงให้คนใดคนหนึ่ง คนนั้นได้เป็นอธิการบดี จากคนที่เลือก 2 คน) แต่ใน 2 กรณีหลังนี้กำหนดให้เอาคะแนนหยั่งเสียงประชาคมมารวมด้วย โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาคมแต่ละกลุ่มมากกว่ากึ่งหนึ่งของคนในกลุ่มนั้น และรวมคะแนนทุกกลุ่มแล้วต้องได้ 2 ใน 3 ของทั้งหมดขึ้นไป เพราะอะไร การเลือกอธิการบดีประชาคมควรมีส่วนในการตัดสินใจครับ แต่หากสภาต้องการตัดสินใจเพราะเป็นไปตามกฎหมาย ก็ควรมีการแบ่งชะตากรรมร่วมกัน เพราะหากได้คนไม่ได้เรื่องมาเป็นอธิการบดี แล้วต้องทนอยู่กันไปก็ควรเป็นผลมาจากการตัดสินใจทั้งของสภาร่วมกับประชาคมในการออกเสียงเลือกคนนั้นมาเป็น และผมเห็นด้วยกับอาจารย์หลายคนที่ออกมาเรียกร้องการประเมินอธิการบดีครับ
Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - idea management การจัดการความคิด (1)

ผมได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัย ผมได้ยินคำนี้มานานแล้ว เหมือนเป็นนวัตกรรมใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม กล่าวขวัญ และเอามาใช้ในการบริหารจัดการขององค์กรสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง องค์กรทั้งหลายต่างก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ของตนเอง อย่างของมหาวิทยาลัยก็มีทั้งกรรมการจัดการความรู้ระดับมหาวิทยาลัย ระดับหน่วยงานด้วยมั๊ง คำว่าการจัดการความรู้ หรือ knowledge management จึงกลายเป็นวาทะกรรมที่มีมิติของอำนาจเจืออยู่ด้วยไปโดยปริยาย ทำไมผมถึงกล่าวเช่นนั้น ก็คำว่า KM นั้นเป็นคำร่วมสมัยใครไม่รู้จัก หรือไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร พวกเนี้ยเชย ใครก็ตามที่ไม่ชอบเอ่ยคำนี้ออกมาบ่อยๆ ก็เชย ใครที่อ้างถึงอยู่เสมอ กระเหี้ยนกระหือรืออยากเอามาใช้อย่างออกหน้าออกตา พวกเนี้ยทันสมัย หน่วยงานใดไม่มีโครงการจัดการความรู้หรือไม่มีการรวบรวมความรู้ (ส่วนใหญ่เป็นเอกสารเอามาวางกองสุมกัน) ก็เชยอีก ใครเอามาพูดให้คนอื่นฟังได้ (จำฝรั่งมาพูด) ส่วนคนฟังจะรู้เรื่องไม่รู้เรื่องไม่เกี่ยวกัน อันเนี้ยเอาไปเป็นวิทยากรได้ เอาไปหากินได้ ทำไสลด์ powerpoint สวยๆ หน่อย เท่านี้ก็สบายแล้วรับบรรยายไม่หัดไม่ไหว ผมเป็นพวกที่ไม่มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์กับคำนี้สักเท่าไร นี่ต้องไปเป็นกรรมการ เมียผมเขาเตือนบอกว่าอย่าไปปล่อยไก่นะ อะไรไม่รู้เรื่องก็บอกไปว่าไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ทำเป็นรู้ไปซะทั้งหมด (ผมรับปากบอกว่าคงพูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น) ก็รับว่าไม่รู้ซักเท่าไหร่ ไอ้ที่รู้ก็จำฝรั่งมาอีกนั่นแหละ จำพวก explicit...tacit...อะไรทำนองนั้นแหละ งูๆ ปลาๆ และเท่าที่ดูหน่วยงานในมหาวิทยาลัยเขาทำ KM กัน มองด้วยความไม่ค่อยรู้แบบผม ผมว่ายังไม่เห็นมีอะไรเลย หนักไปทางรวบรวมเอกสาร เอาไปวางในเว็บไซต์อะไรแบบนั้นแหละ ยังไงก็ตามเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ผมเป็นคนท่องเว็บทุกวันอยู่แล้ว ก็ไปเจอ KM ที่จับต้องได้จริงและน่าสนุกมากมายในอินเทอร์เน็ต เอาเฉพาะที่ผมเคยไปดูงานที่ฟินแลนด์นี่ก็มากมายจนดูไม่หมด แต่คิดว่าคงไม่ใช่ KM อย่างที่คนในมหาวิทยาลัยได้รับการอบรมถ่ายทอดกันมาสักเท่าไหร่ ต้องอยากรู้จริงๆ นะ ผมจึงจะ display ให้ดู ไอ้ครั้นจะเอาไปอวดในกรรมการก็เกรงว่าทั้งประธานและกรรมการคนอื่นเขาจะหมั่นไส้เอา ก็บอกเองว่าไม่รู้อะไรสักหน่อย จริงครับ ผมไม่รู้หรอก แต่เผอิญชอบท่องเที่ยวอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต เลยได้เห็นตัวอย่างที่ดีมากมาย สุดท้ายสำหรับวันนี้ก็คือ ผมคิดว่าต่อให้มี k- knowledge มากมายกองสุมกันสูงขนาดไหน ก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับถ้าไม่มี I- Idea ผมว่า Idea Management น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อจาก KM ยังไม่มีใครพูดนะ ผมพูดตรงนี้เป็นคนแรกในมหาวิทยาลัย เห็นด้วยกับผมไหม ต่อให้มีความรู้มากมาย แต่คิดอะไรไม่ออกก็เปล่าประโยชน์ แล้วผมจะเล่า Idea Management ในสไตล์ของผมให้คุณฟัง

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย (2)

สวัสดีครับ หายหน้าหายตาไปนานมากเลย ขอประทานโทษด้วยครับ ไม่รู้มีคนยกโทษให้หรือเปล่า เพราะไม่รู้ว่ามีใครเข้ามาอ่านบ้าง ที่ผ่านมาผมยุ่งพอสมควรทีเดียว เลยไม่ได้เข้ามาเล่าอะไรต่ออะไรให้ท่านได้ฟังได้อ่านกัน คราวนี้ขอพักเรื่องประวัติศาสตร์บอกเล่าไว้ก่อน เอาประวัติศาสตร์ร่วมสมัยมาคุยกันดูบ้าง อันที่จริงอดีตเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นแหล่งความรู้และประสบการณ์ที่สำคัญ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้มาก แต่ปัจจุบันก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะมหาวิทยาลัยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกแล้ว นั่นก็คืออธิการบดีกำลังจะหมดวาระจึงต้องมีการสรรหาเพื่อเลือกคนมาเป็นอธิการบดีกันใหม่ คุณว่าสำคัญไหมกับมหาวิทยาลัยเราอย่างที่เป็นอยู่นี้ บางคนอาจบอกว่าไม่เห็นสลักสำคัญอะไรเลย ใครจะมาใครจะไปรับได้ทั้งนั้น เพราะไม่เห็นจะมีอะไรในกอไผ่...เออไอ้กอไผ่นี่มักนำมาใช้อ้างกันอยู่บ่อยๆ นะ ว่ามันไม่มีอะไรในกอไผ่ เอาเข้าจริงผมว่ามันมีอะไรอยู่มากพอสมควรนะในกอไผ่ ทำเป็นเล่นไป อย่างน้อยก็มีไผ่แหละ ยังมีดินมีหญ้า เศษใบไผ่ที่ตกอยู่แล้วแห้งสุมกันอยู่อย่างนั้น จะไปว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ก็คงไม่ถนัดนัก แต่อย่างว่าเราก็มักเอามาพูดกันอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ยังไงก็ตามอธิการบดีไม่ใช่กอไผ่ มันคงต้องมีอะไรบ้างน่า (ลองมองหาดู) พวกที่บอกไม่มีอะไรในกอไผ่ก็อาจจะคิดแบบนั้น คือไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ใครก็ได้รับได้ทั้งนั้น แต่บางพวกก็อาจจะบอกว่าสำคัญเหมือนกันนะว่าใครจะมาเป็น พวกนี้ก็เลยคาดคะเนกันไปถึงคนนั้นคนนี้เรื่อยเปื่อย น่าจะเป็นคนนั้น น่าจะเป็นคนนี้ หรือว่าแล้วเราจะเลือกใครดี พวกนี้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งอธิการบดีมาก เพราะถือเป็นเบอร์หนึ่งของมหาวิทยาลัย พวกนี้เชื่อว่าถ้าได้เบอร์หนึ่งแบบไม่เป็นสัปปะรด เป็นแต่มะม่วง ก็ถือว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายไป แต่ถ้าได้แบบเป็นสัปปะรดจริงอันนี้ก็ถือได้ว่าเคราะห์ดีไป แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าใครล่ะครับที่จะมาประกันว่าคนไหนเป็นสัปปะรดคนไหนไม่เป็นสัปปะรด พวกที่อยากได้คนนั้นก็จะออกมาบรรยายสรรพคุณว่าดีอย่างนั้นเก่งอย่างนี้ พวกที่อยากได้คนนี้ก็ออกมาบรรยายด้วยเช่นกัน พวกนั้นน่ะจากประสบการณ์ผมเชื่อไม่ได้สักคน ต่อให้มีวัยวุฒิคุณวุฒิมากมายขนาดไหนก็เชื่อไม่ได้สักคน ในความคิดผมมีคนเดียวเท่านั้นที่ให้หลักประกันยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็มซึ่งผมเชื่อคนนี้มาตั้งแต่เข้าทำงานที่ มสธ แล้ว (นานขนาดนั้นเชียว) อยากรู้ไหมครับเขาชื่ออะไร เฉลยเลยแล้วกันยึกยักมากเดี๋ยวคนรำคาญ คนคนนั้นก็คือ "คุณกาลเวลา" เพื่อนผมนั่นเอง เพื่อนคนนี้บอกผมมาตลอดว่าคนเราอาจหลบๆ ซ่อนๆ คนอื่นได้ มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นตัวตนที่แท้ของคนนั้นซักที บางครั้งก็สร้างมายาภาพมาบดบังตัวตนที่แท้เอาไว้จนไม่มีใครมองเห็น แต่ยังไงซะก็หลบซ่อนอยู่หลัง "กาลเวลา" เพื่อนผมคนนี้ไม่ได้ครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อนผมคนนี้เปิดเผยตัวตนที่แท้ของคนในมหาวิทยาลัยนี้ ในสังคมนี้ รวมทั้งในโลกนี้มานับไม่ถ้วนแล้วล่ะครับ ผมเคยถามคุณกาลเวลาว่าทำไมไม่ช่วยเปิดเผยตัวตนที่แท้ของคนพวกนั้นเสียตั้งแต่แรก เขาบอกทำไม่ได้หรอกครับ เพราะคนส่วนใหญ่มักไม่ยอมเชื่ออะไรที่สวนทางกับสิ่งทีเขาได้ยินได้ฟังมา (ขอย้ำนะครับว่าที่ได้ยินได้ฟังมา ไม่เคยเห็นจริงจังสักครั้ง) ต้องรอให้เพื่อนผมคนนี้เดินผ่านไปสักพัก อาจกินเวลาถึง 1 ปี 2 ปี 3 ปี 4 ปี หรือมากกว่านั้นก็ได้ แต่ในที่สุดแล้วเพื่อผม "คุณกาลเวลา" ก็จะทำหน้าที่ของเขาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ปัญหามีอยู่ว่าคุณเห็นตัวตนที่แท้ของคนเหล่านั้น ที่เพื่อนผมเปิดเผยให้คุณเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง
Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 9

หายหน้าไปซะหลายวัน มีแต่งานทั้งนั้น ทำจะไม่ทันเอา แต่ยังไงก็ต้องมาเขียนบันทึกประวัติศาสตร์เอาไว้หน่อย เดี๋ยวคนที่คอยอ่านจะหายไปหมด มสธ. เราเพิ่งประชุมทำแผนกันไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมไม่ได้เข้าประชุมกับเขาหรอกครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรแล้วตอนนี้ เพียงแต่ได้ยินได้ฟังมาว่า ประชุมแผนเดี๋ยวนี้ใช้เวลาไม่มากนัก เพราะเรามียุทธศาสตร์กำกับไว้อยู่แล้ว แผนไหนเป็นไปตามยุทธศาสตร์ก็ว่าไปเลย ไม่เสียเวลา ดังนั้นจึงใช้เวลาประชุมกันไม่นานก็เสร็จ เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้ครับ สมัยผมอยู่กองแผนงาน จำได้ดีถึงบรรยากาศการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการของ มสธ ครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาที่ผมมีส่วนร่วมในฐานะฝ่ายเลขานุการการประชุม เราใช้สถานที่ข้างนอกเป็นที่ประชุมครับ เช่น โดยเฉพาะที่บางแสน การประชุมแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 2 วัน เราต้องขนเอกสาร กระดาษโรเนียว เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องโรเนียว หมึกโรเนียว รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้สำนักงานจิปาถะ เอาขึ้นรถกระบะกันออกไปข้างนอก พวกเราไปก่อนครับ พวกผู้บริหารตามกันไปทีหลัง เราต้องไปเตรียมสถานที่ เตรียมสถานที่ เตรียมเอกสารประกอบวาระการประชุมให้เรียบร้อยก่อนการประชุมจะเริ่ม ในระหว่างประชุมเราก็ต้องคอยจดบันทึกการประชุม และต้องสรุป พิมพ์ โรเนียวให้เสร็จกันแบบคืนต่อคืนครับ เพราะตอนเช้าจะต้องรับรองวาระการประชุมกันก่อนทุกครั้ง ดังนั้นในการประชุมแผน พวกเราชาวเลขานุการที่ประชุมนอนกันดึกมาก ตี 2 บางทีตี 3 ก็มี ต้องทำเอกสารให้เสร็จ

บรรยากาศในการประชุมมีสีสัน มีสาระ มีความทรงจำที่น่าประทับใจ วันประชุมแผนนี่เราถือกันเป็นวาระสำคัญครับ เพราะในการประชุมเราจะเริ่มถกเถียงกันในเรื่องเป้าหมายการดำเนินงานของ มสธ ในปีต่อไปกันก่อนเป็นลำดับแรก ที่ประชุมพิจารณากันอย่างรอบคอบ อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง แต่ท้ายที่สุดจากประสบการณ์ของผม ไม่พ้นต้องคอยฟังข้อสรุปจากท่านประธาน ไม่ใช่ใครหรอกครับ ท่านอธิการบดีผู้ก่อตั้ง ท่านอาจารย์วิจิตรนั่นแหละ ในความเห็นผม ผมว่าท่านเป็นคนที่มีระบบคิดที่ดี มองทุกอย่างตลอดไปจนถึงจุดสุดท้ายที่เป็นผลงานว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ดังนั้น เวลาท่านสรุปอะไร ไม่ค่อยมีใครค้านหรือไม่เห็นด้วยหรอกครับ และก็ดูเป็นเหตุเป็นผลไปซะหมด ว่าไม่ได้นะครับ ไม่งั้น มสธ ไม่เจริญก้าวหน้าเป็นบุญเก่าบุญแก่ตกมาจนถึงวันนี้หรอก

มีเกร็ดชวนหัวมาเล่าเหมือนกัน กรณีนี้เป็นกรณีของท่านอาจารย์ณรงค์ศักดิ์ ธนวิบูลย์ชัย ตอนนั้นเป็นประธานเศรษฐศาสตร์ กับท่านอาจารย์ยุวดี กาญจนัษฐิติ ประธานคนแรกของคหกรรมศาสตร์ (ชื่อสาขาตอนนั้น) จำได้ว่าเป็นการพิจารณาเป้าหมายจำนวนนักศึกษาใหม่ง่าแต่ละสาขาวิชาจะประมาณการการรับไว้เท่าไหร่ดี และเพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณา เนื่องจากต้องมีการเขียนลงบน flip chart จึงให้ใช้อักษรย่อเพื่อเรียกชื่อสาขาวิชา เช่น ศิลปศาสตร์ ให้ใช้ ศป. นิติศาสตร์ ให้ใช้ นิติ. วิทยาการจัดการ ให้ใช้ วจ. ศึกษาศาสตร์ให้ใช้ ศษ. วิทยาศาสตร์สุขภาพ ให้ใช้ วส. เศรษฐศาสตร์ ให้ใช้ ศศ. มาถึงคหกรรมศาสตร์ อาจารย์ณรงค์ศักดิ์ เสนอให้ใช้ คห. ปรากฏว่าท่านอาจารย์ยุวดีไม่ยอม ขอให้เปลี่ยน เป็น คศ. แทน อาจารย์ณรงค์ศักดิ์บอกว่า คห. น่าจะเหมาะกว่าเพราะค่อนข้างพ้องรูปพ้องเสียงและพ้องความหมายไปพร้อมกัน ปรากฏว่ายังไงอาจารย์ยุวดีก็ไม่ยอมครับ แกบอกว่าอย่ามาย่อชื่อสาขาวิชาของชั้นแบบนี้นะ ที่ประชุมก็หัวเราะกันลั่น

การประชุมแผนบอกตามตรงพวกผมกับน้องกองแผนเหนื่อยกันมากจริงๆ แต่ถึงจะเหนื่อยยังไงเราก็สนุกและมีความสุขในการทำงานนะครับ แล้วจะเล่าให้ฟังต่อ
Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย (1)

เขียนประวัติศาสตร์บอกเล่ามา 8 ตอนแล้ว พักเหตุการณ์ในอดีตไว้สักพัก ลองหันมาดูเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนักดูบ้าง ว่าท่านเองคิดอย่างไร ตั้งชื่อเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยแล้วกันครับ เอาล่าสุดเลย เป็นไงบ้างครับกับการได้ฟังอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ และ ผอ.กองคลัง ม.พระจอมเกล้าธนบุรี ท่านคิดอย่างไร อย่างที่เราได้ยินกับหูครับว่า ความสำเร็จในการนำพามหาวิทยาลัยออกนอกระบบมีพื้นฐานสำคัญมาจาก ความเข้มแข็งในการบริหารจัดการ ผมว่าคงไม่ต้องสาธยายนะครับว่า เวลาที่เราพูดถึงความเข้มแข็งในการบริหารจัดการนั้นมีนัยหมายถึงอะไร รวมทั้งหมายถึงใครที่ต้องรับผิดชอบ ผมเองพูดมานานแล้วว่า strong leadership นั้นสำคัญมาก ไม่ต้องพูดถึงตัวบุคคลครับ เอากันในหลักการล้วนๆ นี่คือปัจจัยสำคัญจริงๆ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญของการออกนอกระบบคือการสร้างความเข้าใจ การรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอย่างมีจิตใจแบบกัลยาณมิตรจริงๆ ผมบอกได้เลยว่า หากเอาตำแหน่ง รศ. ของผมวางไว้ รวมทั้งเราลองเอาหัวโขนของเราออกวางไว้ข้างตัว จะพบว่าไม่มีใครสำคัญไปกว่าใครหรอก เราเท่าเทียมกันจริงในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งขององค์กรอย่าง มสธ. ไอ้ที่ยังนั่งหลงอยู่กับตำแหน่งแห่งหนที่ได้มานั้น ศาสนาพุทธเรียกว่า มิจฉาฐิถิ หากเรามองเห็นว่าทุกคนเท่ากันเสมอหน้ากันแล้ว การรับฟังความเห็นจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น คนที่แสดงความเห็นที่แตกต่างไปจากที่ตัวเองต้องการ มักถูกตราว่าเป็นพวกมีปัญหาทั้งสิ้น องค์กรแบบนี้หาความเจริญยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการมองคนมองปัญหา ผมหมายถึงทุกคนนะครับ ตั้งแต่ยามหน้าประตู...ตัวผมเอง...ทุกคน เรื่อยไปจนถึงคณะผู้บริหารและตัวท่านอธิการบดี เราได้ฟังจาก ผอ.กองคลัง มจธ. ว่าก่อนที่อธิการบดีจะนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ตัวท่านออกเดินสายพูดคุยกับบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจ และให้กำลังใจในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้า...น่าคิดนะครับ หากเราเชื่อว่ารูปแบบการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบไม่ใช่สูตรสำเร็จ ที่ที่หนึ่งทำแบบหนึ่งแล้วเราจะลอกแบบเอามาใช้ได้ อธิการบดีของเราก็อาจไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่มันน่าจะต้องมีแบบปฏิบัติที่เป็นของ มสธ. ปัญหาคือแบบไหนล่ะครับ

ฟังอธิการบดีวลัยลักษณ์ กับ ผอ กองคลัง มจธ แล้วต้องบอกว่า นั่นก็ยังไม่ใช่สูตรสำเร็จในความคิดของผม พื้นฐาน วัฒนธรรมองค์กร ธรรมชาติของแต่ละมหาวิทยาลัยต่างกัน มันจึงยากในการที่จะลอกเลียนแบบ แต่มันใช้อ้างอิงเพื่อการสร้างแบบจำลองระบบของ มสธ ได้ ปัญหาคือใครจะเป็นคนทำ ใครจะเป็นคนคิด เวลาล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้มันยังไม่เห็นอะไรสักเท่าไหร่ ดูตัวเลขของเขา ประมาณคร่าวๆ ได้ว่า เงินที่เขาใช้จ่าย 100 บาท เขาได้จากรัฐประมาณ 50-60 บาท ของเราจ่าย 100 บาท ได้จากรัฐเพียงประมาณ 20 บาท นี่คือโจทก์ที่ต้องคิด นอกจากนั้นยังมีโจทก์อีกหลายโจทก์ที่ยังรอให้เราคิดหาคำตอบ เอาง่ายๆ ยังไม่ต้องให้มันซับซ้อนนัก เอาแบบว่าเราจะมีแนวทางหรือยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพย์สินที่เรามีอยู่อย่างไรที่จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทั้งที่เป็นรายได้ และการบริการทางวิชาการ หรือมองในแง่รายได้จากนักศึกษา (ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ มสธ) เราจะลดการลาออกกลางคัน และเพิ่มอัตราการคงสภาพของนักศึกษาให้มากขึ้นได้อย่างไร โจทก์นี้โจทก์เดียวก็มีเรื่องให้เราคิดมากมายแล้วครับ จะออกนอกระบบต้องคิดหาคำตอบให้กับโจทก์แบบนี้ ไม่เช่นนั้น ต่อให้เอาอธิการบดีมหาวิทยาลัยนอกระบบอีกกี่แห่งมานั่งคุยให้เราฟังก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ คุณล่ะครับว่ายังไง

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - คั่นเวลา

เอาเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟังสักเรื่องนึง ลองฟังดูนะครับไม่รู้จะสนุกหรือเปล่า เรื่องนี้ผมได้ยินมาจากท่านอาจารย์รุจ ศิริสัญลักษณ์ อดีตอาจารย์สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ ตอนนี้ท่านย้ายไปอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว เรื่องนี้เกี่ยวกับท่านอาจารย์ไพจิตร ปุญญพันธุ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ คนเก่าคนแก่คงพอจะจำอาจารย์ไพจิตรได้ เรื่องที่อาจารย์รุจเล่ามีอยู่ว่า วันหนึ่งอาจารย์ไพจิตรแกนั่งกินถั่วอยู่โดยมีอาจารย์หลวง (พี่หลวง) หรือท่านอาจารย์อรรถสิทธิ์ ชื่นสงวน อดีตอาจารย์นิติศาสตร์อีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย อาจารย์รุจเล่าว่าเป็นการนั่งคุยกันไป อาจารย์ไพจิตรนั่งกินถั่วไป สักพักใหญ่ๆ อาจารย์ไพจิตรก็หันมาถามพี่หลวงว่า "เฮ้ย ไอ้หลวง เองดูทีซิ ไม่รู้มันถั่วห่าอะไร กูกินแล้วหยุดไม่ได้" พี่หลวงได้ฟังก็เหลือบไปดูที่ซองถั่วบรรจุถั่ว พร้อมกับตอบไปว่า "ถั่วโก๋แก่ครับ"...เอามาฝากครับ จริงเท็จยังไง ลองถามอาจารย์รุจดูนะครับ

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 8

หายหน้าหายตาไปพักนึงเนื่องจากมีภารกิจที่ต้องทำบางประการ พอมีเวลาก็เลยกลับมาเล่าต่อ อย่าเพิ่งโกรธกันนะครับ...ในช่วงแรกของการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย มีกิจกรรมที่น่าสนใจกิจกรรมหนึ่งก็คือ การประกวดเพลงประจำมหาวิทยาลัย รวมทั้งการประกวดคำขวัญของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เนื่องจากเราเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ แม้ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่ไม่มีชั้นเรียนของตัวเองก็ตาม แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับมหาวิทยาลัยปิดอื่นๆ เท่าไรนัก โดยเฉพาะในแง่ของตัวนักศึกษา ที่แม้จะเรียนอยู่กับบ้านกับที่ทำงาน แต่ก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกับนักศึกษาที่อื่น ต้องการความรักความผูกพันกับมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน ผู้บริหารในเวลานั้นจึงริเริ่มให้มีการจัดประกวดเพลงประจำมหาวิทยาลัยและการประกวดคำขวัญประจำมหาวิทยาลัยขึ้น เพลงต่างๆ ที่เราร้องกันในตอนอบรมประสบการณ์วิชาชีพ หรือประสบการณ์บัณฑิตในยุคก่อน และที่เราเปิดกันในมหาวิทยาลัยในโอกาสต่างๆ รวมทั้งคำขวัญที่เราใช้ในการประชาสัมพันธ์กิจการของมหาวิทยาลัยล้วนแล้วแต่เป็นผลจากการประกวดในครั้งนั้น

ด้วยความที่เป็นคนชอบฟังเพลงและเล่นกีต้าร์ ผมก็เลยลองแต่งเพลงส่งเข้าประกวดในครั้งนี้ด้วย เพลงที่ผมแต่งชื่อว่า "เขียวทอง สุโขทัย" (ชื่อเช๊ย เชย ยังไงก็ไม่รู้ เมื่อมานั่งดูอีกครั้ง) เนื้อร้องเป็นอย่างนี้ครับ "เขียวทอง เหมือนเป็นแสงทองแห่งการศึกษา เราช่วยประเทศชาติพัฒนา ด้วยการศึกษาทางไกล ใครใคร่เรียน ก็เรียนได้สมดั่งที่ตั้งใจ ไม่ว่าเราอยู่ที่แห่งหนใด สุโขทัยอยู่ในใจของเราทุกคน นามนี้เป็นสง่า มหาวิทยาลัยของปวงชน ศรัทธายึดมั่นเราหมั่นฝึกฝน สร้างชาติ สร้างตน ให้รุ่งเรื่อง สุโขทัย ผืนดินถิ่นไทยทุกบ้านทุกเมือง กล่าวขวัญทั่วแดนว่าแสนลือเลื่อง สนนามประเทือง สุโขทัย" ตอนนั้นเขาให้ส่งเนื้อร้อง ทำนอง และส่งเทปเดโมการร้องพร้อมดนตรี ไปด้วย ในเวลานั้นเครื่องดนตรีที่ผมมีอยู่คือกีต้าร์โปร่ง 1 ตัว หีบเพลงปาก 1 อัน นั่นหละเครื่องดนตรีที่ผมใช้ในการอัดเพลงส่งประกวด สตูดิโอก็คือห้องที่บ้าน เครื่องเสียงที่อัดก็คือวิทยุเทปยี่ห้อโซนี่สมัยก่อน...คงไม่ต้องบรรยายลักษณะของเครื่องเสียงสักเท่าไรนะครับ มันอัดเสียงได้ก็บุญแล้วครับ...หลังจากแต่งเนื้อร้องทำนองแล้ว อาบน้ำอาบท่าให้สบายใจแล้ว รอให้มืดสักหน่อยเสียงรบกวนจากภายนอกห้องจะเบาลง ก็น่าจะพออัดเสียงเพลงได้ เมื่อได้การดังนั้น ทุกอย่างพร้อมแล้วก็ลงมือทันที นั่งทำมันคนเดียวนั่นแหละครับ ผมจำได้ว่าอัดลงเทปซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่รอบ แต่งเอง ร้องเอง อัดเอง มันดีจริงๆ เอาจนได้แหละครับรุ่งขึ้นก็เอาไปส่งด้วยความภาคภูมิใจ ขี้ริ้วขี้เหร่อย่างนี้ จะว่าไปผมก็ยังหวังว่าจะได้รางวัลกับเขาเหมือนกัน (เอ้าช่วยกันสมเพชหน่อยครับ ไม่เจียมตัวเล๊ย) แต่พอทราบว่าผลงานของท่านอื่นนั้นดีกว่าของผมหลายร้อยหลายพันเท่า มีการใช้วงดนตรีประกอบในการอัด สถานที่อัดก็คือสตูดิโอจริงๆ คนแต่งคำร้องทำนองก็มีฝีมือ โดยเฉพาะท่านอาจารย์นภาลัย สุวรรณธาดา ซึ่งแต่งเพลงได้ไพเราะมาก ช่วงหลังก็เลยไม่ได้หวังอะไรแล้ว เอาไว้เป็นเรื่องสนุกๆ ในชีวิตก็พอ ผลการประกวดทุกท่านก็คงทราบดีแล้วว่ามีเพลงอะไรที่ชนะการประกวดบ้าง ก็ที่เราได้ยินได้ฟังกันในมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เพลงของผมที่ไม่ติดฝุ่นก็เก็บเอาไว้ร้องคนเดียว...ชักเล่าประวัติศาสตร์ส่วนตัวมากเกินไปแล้ว

ผมว่าเพลงประจำมหาวิทยาลัยหรือคำขวัญเหล่านี้มีความหมายมีความสำคัญมากทีเดียว ทั้งต่อตัวมหาวิทยาลัยเอง ต่อพวกเราในฐานะคนทำงานในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ต่อนักศึกษา รวมทั้งต่อประชาชนโดยทั่วไป เวลาเราได้ยินได้ฟังเพลงเหล่านี้มันทำให้เรามีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าท่านอื่นจะมีความรู้สึกเหมือนผมหรือไม่ ก็คือความรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นสุขที่ได้ยินได้ฟัง ถ้อยคำ ความหมาย และท่วงทำนอง ของเพลงแต่ละเพลงมีที่มาที่ไป ที่สำคัญเพลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวผู้คนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยนี้ (ภาษายุทธศาสตร์สมัยใหม่เรียกเป็นภาษาประกิตว่า stakeholders) เอาไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร เสียงเพลงที่ล่องลอยขับกล่อมผู้คนมากหน้าหลายตาที่เดินไปมาอยู่ใน มสธ ช่างเป็นบรรยากาศที่วิเศษ สำหรับผมแล้ว ผมชอบเพลงวันอำลา คำร้อง ทำนอง ความหมายเยี่ยมมาก ยิ่งถ้าร้องในตอนวันสุดท้ายของการอบรมประสบวิชาชีพด้วยแล้ว ยิ่งไพเราะและซาบซึ้งจริงๆ แต่พักหลังนี่ผมไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมประสบสักเท่าไรแล้ว เลยไม่รู้ว่าปัจจุบันมันยังคงบรรยากาศแบบนั้นอยู่หรือไม่...เพลงของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยน เคยไพเราะมีความหมายที่ดีอย่างไร ก็ยังเป็นอย่างนั้น ผิดกับผู้คนและมหาวิทยาลัยที่ล้วนเปลี่ยนแปลงไปเหตุปัจจัยทั้งหลายทั้งปวง

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - คั่นเวลา

มีคนเคยกล่าวว่าความสำเร็จขององค์กรสมัยใหม่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ประการสำคัญอันดับแรกที่ต้องมีก็คือ Strong Leadership ประการที่สอง Sound Project และประการสุดท้าย Good Management โดยย้ำว่าประการที่สองและสามจะไม่มีความหมายหากองค์กรนั้นยังไม่สามารถสร้างหรือมี Strong Leadership ได้ มสธ ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ร่วมสมัยในปัจจุบัน เรามีทั้งสามประการหรือไม่คิดว่าผมไม่จำเป็นต้องตอบ เราทุกคนใน มสธ คงให้คำตอบกับตัวเองได้ดีอยู่แล้วครับ...ด้วยความปรารถนาดีครับ

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 7

ตอนที่ยังอยู่ที่ทบวงมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นกองแผนงานมีข้าราชการใหม่เข้ามาเพิ่ม 4 คน ได้แก่คุณอนุสรณ์ คุณบรรพต คุณอมรา และก็คุณนพวรรณ (นพวรรณนี่เป็นรุ่นน้องผมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย) ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพื่อนกัน เป็นพี่เป็นน้องกัน สมัยที่วิเทศสัมพันธ์ยังไม่ได้แยกจากกองแผน นอกจากจะสนิทสนมคุ้นเคยกับพี่ภา (รศ.ดร.วรรณภา โพธิ์น้อย) แล้ว ก็ยังมีเสี่ยชู (คุณชูชาติ หงสะมัติ) มีนิด (คุณปัญญาพล จำนามสกุลไม่ได้) ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงบางประการในกองแผนงาน พี่กล้าที่เคยทำงานเป็นหัวหน้างานวางผังแม่บทก็ออกไปเป็นอาจารย์ที่ศึกษาศาสตร์ น่าจะเป็นคนแรกของกองแผนงานที่ได้ไปเป็นอาจารย์ ก็จะเหลือพี่ไทย และก็พี่กฤษฎา สำหรับพี่ไทยนี่ตอนหลังก็ไปเป็นหัวหน้างานการเจ้าหน้าที่อยู่พักหนึ่ง ต่อมาก็ไปเป็นอาจารย์ที่ศึกษาศาสตร์ (ภรรยาพี่ไทยคือพี่เพ็ญศรี เดิมก็อยู่สำนักทะเบียนฯเช่นกัน) แล้วในที่สุดก็ออกจาก มสธ ไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี ตามท่านอาจารย์วิจิตรไปที่นั่นด้วย พูดถึงพี่ไทยนี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนในการสอนงานให้กับผมเหมือนกัน จำได้ว่าตอนที่ผมมาทำงานใหม่ๆ เป็นเลขาอาจารย์ทองอินทร์ พี่ไทยมักให้ผมช่วยคิดวิเคราะห์คำนวณตัวเลขที่เป็นงานของกองแผนงาน โดยแกจะอธิบายให้เข้าใจด้วยว่าทำอย่างไร แกเอามาให้ผมทำอยู่บ่อยๆ เพราะการทำหน้าที่เลขานุการรองอธิการบดีไม่ได้มีอะไรมากมายนัก คอยดูแลการนัดหมาย คอยดูว่านายจะเอาอะไร กระดาษดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด อะไรทำนองนี้ แล้วเรื่องนัดหมายผมก็ทำให้อาจารย์ทองอินทร์ได้ไม่ดีเท่าไหร่หรอก อาจารย์แกรู้ของแกเองแหละว่าจะต้องไปพบใคร ประชุมตอนไหนกี่โมง ผมทำงานเป็นเลขานุการแบบคนเฝ้าศาลพระภูมิ พี่ไทยแกเห็นแล้วคงคิดว่าปล่อยไอ้นี่ไว้เฉยๆ แบบนี้ เดี๋ยวมันคงเฉาตาย แกก็เลยหางานมาให้ทำ รู้ทีหลังว่าแกขออนุญาตอาจารย์ทองอินทร์แล้ว ความจริงแล้วเป็นเรื่องดีสำหรับผมได้เรียนรู้งานกองแผนงานไปพลางในระหว่างที่ยังไม่ได้ลงไปทำเต็มตัว พี่ไทยเป็นทั้งเพื่อนและพี่ไปพร้อมกัน พูดคุยกันได้ มีคำแนะนำสำหรับผมอบู่บ่อยๆ แกเป็นนักสถิติวิจัยประเมินผล แต่ก็เป็นคนที่ค่อนข้างแม่นเรื่องระเบียบข้อบังคับด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องแบบแผนการปฏิบัติงาน ขั้นตอนต่างๆ พี่ไทยอธิบายได้หมด ที่สำคัญเป็นคนค่อนข้างตรงไปตรงมาเหมือนกัน

สำหรับประเด็นความตรงไปตรงมานี้ผมว่าสำคัญ อย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนก็คือ มนุษย์ทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) หากยังไม่ได้บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นบรรลุธรรมชั้นสูงแล้ว เห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น จะมากจะน้อยก็ต่างกันไปแล้วแต่กิเลสตัณหาที่ครอบงำตัวตนเอาไว้ อย่าไปปฏิเสธว่าเราไม่เห็นแก่ตัว ก็อยากได้ใคร่ดีด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่หากเห็นแก่ตัวตามสิ่งที่เราควรได้ ตามที่ควรเป็น เคารพกฎเกณฑ์ของหน่วยงานและสังคม มันก็คงไม่หนักหนาอะไรนัก แต่หากเห็นแก่ตัวมาก จะเอาประโยชน์เข้าตัวแต่ถ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงกฏเกณฑ์หรือระเบียบที่กำกับไว้ ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ครั้งหนึ่งตัวเองเคยพูดไว้ พร้อมจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตัวได้สิ่งที่ต้องการ อย่างนี้ก็ไม่ไหว สำหรับผมพี่ไทยไม่ใช่เช่นนั้น คนนี้รู้จริงและทำได้จริง

เล่าให้ฟังว่า ผมเคยร่วมทำงานเป็นกรรมการจัดการสอบข้าราชการของ มสธ รุ่นหนึ่งซึ่งมีคนสอบเยอะมาก ใช้สถานที่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรรมการที่รับผิดชอบตอนนั้นมี 4 คน พี่ไทยเป็นหัวหน้า มีคุณนิรมล (ภรรยาผม...อีกแล้วครับท่าน) มีคุณวิเชียร ที่อยู่สำนักพิมพ์ในตอนนั้น (ตอนนี้หลังจากไปเรียนต่อ ก็ได้ออกจาก มสธ ไปแล้ว) และก็ผม (ตอนนั้นอาจารย์วันชัย ศิริชนะ มาทำงานที่ มสธ แล้วเป็น ผอ สำนักพิมพ์) พวกเราต้องรับผิดชอบทำทุกอย่าง ตั้งแต่จัดพิมพ์ข้อสอบ สำเนาข้อสอบ เรียงข้อสอบ เย็บข้อสอบ จัดข้อสอบใส่ซอง แล้วเอาไปส่งสนามสอบ โดยมีคนงานของโรงพิมพ์จุฬาฯ ช่วยในส่วนงานที่เป็นการเก็บเล่ม เย็บเล่ม งานนั้นเราทำกันทั้งวันทั้งคืน มีเวลาประมาณ 3-4 วันต้องให้เสร็จทั้งหมดทันสอบ เราถูกกักตัว จะกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ต้องไปกับรถ มสธ ซึ่งจะรอรับจากบ้านมาที่โรงพิมพ์จุฬาฯ ซึ่งใช้เป็นที่ทำงาน ทำกันทั้งวันทั้งคืนจริงๆ พี่ไทยที่ว่าเอาการเอางานแบบสู้ไม่ถอย ในวันนั้นก็มีเป๋ไปเหมือนกัน คือเรากำลังอยู่ในช่วงของการเอาข้อสอบใส่ซอง ตามจำนวนห้องที่มีการสอบ ดังนั้นคนนึงเป็นคนจัดข้อสอบ อีกคนคอยจัดซองน้ำตาลขยายข้างมารองรับ ผมเป็นคนยื่นข้อสอบใส่ซอง พี่ไทยเป็นคนเอาซองมารับ ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาประมาณเกือบตี 3 ของวันสุดท้ายของการทำงาน เพราะรุ่งขึ้นเขาจะต้องสอบกันแล้ว ปรากฏว่าผมก็ยื่นข้อสอบไปทางหนึ่ง พี่ไทยแกก็เอาซองมารับข้อสอบอีกทางหนึ่ง ข้อสอบไม่เข้าซอง ยิ่นกันไปคนละทาง เพราะมันง่วงครับ ง่วงจริงๆ คุณวิเชียรก็ช่วยกันกับคุณเล็ก (ชื่อเล่นภรรยาผม...อีกแล้วครับ) ก็อาการเดียวกันแหละครับ ถึงกระนั้นเราก็ทำจนสำเร็จ ตอนเช้ามีข้อสอบไปส่งสนามสอบด้วยความเรียบร้อย พวกเราก็กลับบ้าน ตัวใครตัวมันแล้วตอนนี้

ระยะหลังได้มีโอกาสพบพี่ไทยอยู่บ้างก็ในการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา ของ สมศ บ้าง ของ สกอ บ้างตามแต่โอกาส นับเป็นบุคลากรอีกคนหนึ่งที่ผมนับถือและยกมือไหว้ได้สนิทใจเช่นกัน
Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 6

แม้จะมีความพยายามเตรียมการที่ดีสักเพียงไร ปัญหามันก็ยังเกิดวันยังค่ำ ปัญหาที่ผมประสบด้วยตัวเองและถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์แห่งความโกลาหลมากๆ ก็คือ การออกปฐมนิเทศนักศึกษาครั้งแรก จำได้ว่าในตอนนั้นผมไปกับท่านอาจารย์ ดร.วิภา ฌานวังศะ กับอาจารย์ ดร.สิริวรรณ ศรีพหล โดยไปที่จังหวัดลพบุรีกับอีกจังหวัดหนึ่งจำไม่ได้แน่ครับ ที่ว่าโกลาหลก็เนื่องจากในคราวนั้น มสธ ให้คณะปฐมนิเทศนำเอกสารชุดวิชาไปมอบให้กับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนแล้วด้วย ลองนึกดูนะครับเอกสารของนักศึกษาทั้งหมดสองจังหวัดที่คณะผมที่มีท่านอาจารย์วิภากับอาจารย์สิริวรรณต้องนำไปนั้น ไม่ใช่สองสามลังครับ แต่เต็มสิบล้อครับ ปรากฏว่าตอนปฐมนิเทศนั้นไม่มีปัญหาอะไรมาก แม้ว่าจะเป็นเรื่องใหม่ของทั้งอาจารย์และนักศึกษา อาจารย์ทั้งสองท่านทำความเข้าใจและอธิบายให้นักศึกษาฟังได้ไม่ยาก แต่ตอนแจกเอกสารนี่สิครับ สับสนไปหมด หลักฐานการลงทะเบียนต่างๆ ก็ไม่ชัดเจน ไม่รู้ลงกี่ชุดกันแน่ รายชื่อที่ได้จาก มสธ บอกลง 2 ชุด นักศึกษาบอกลง 3 ชุด บางคนไม่มีรายชื่อในทะเบียน แต่เจ้าตัวก็บอกว่าลงมาแล้ว อะไรทำนองนี้ เราแจกไปได้สักพักก็ต้องหยุดครับ เพราะสับสนมาก มสธ ได้เตรียมถุงพลาสติกไปด้วยเพื่อแจกให้กับนักศึกษาที่มารับเอกสารใส่กลับบ้านไป ก็ยังแจกไม่ได้หมด เราหยุดไม่รู้จะทำไงกันดี ขนเอกสารมาเก็บไว้ที่โรงเรียน แล้วมานั่งคุยกันว่าทำยังไงดี พอดีทุกคณะทุกจังหวัดที่ออกไปปฐมนิเทศและแจกเอกสารการสอนเจอปัญหาเดียวกัน ทางคณะผู้บริหารเลยรีบสั่งการว่าให้ยุติการแจกแล้วให้นำเอกสารกลับมหาวิทยาลัยให้หมด โดยมหาวิทยาลัยจะรีบตรวจสอบและส่งให้นักศึกษาอีกครั้งโดยเร็วที่สุด ไอ้ที่แจกไปแล้วก็แล้วกันไป (ไม่รู้แจกถูกแจกผิดไปสักกี่มากน้อย) ในที่สุดเราก็ต้องขนเอกสารทั้งหมดเป็นรถกุดังกลับมหาวิทยาลัย นับเป็นประสบการณ์แห่งปัญหาชนิดโกลาหลที่ผมประสบเป็นครั้งแรกกับมหาวิทยาลัย

ขออนุญาตกล่าวถึงท่านอาจารย์ ดร.วิภา ฌาณวังศะ สักเล็กน้อย ในความเห็นของผมท่านเป็นอาจารย์เป็นนักวิชาการคนหนึ่งของ มสธ ที่ควรแก่การเคารพและยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจ ใครที่เคยรู้จักท่านคงทราบดีว่าท่านเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ และก็แปลกที่ใบหน้าท่านนั้นมีลักษณะเช่นนั้นจริงๆ คือดูยิ้มแย้มอยู่เสมอ (ไม่แน่ใจว่าท่านเคยโกรธใครบ้างหรือเปล่า) น้อยคนครับที่จะมีลักษณะเช่นนี้ อย่างผมนี่เป็นพวกไฟลั่มขวางโลก สปีซี่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ใบหน้าไม่ค่อยยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่รู้เป็นไง หน้ามันแบบนั้นจริงๆ ส่วนอาจารย์วิภานั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความมีอัธยาศัยอันดีของอาจารย์เป็นที่ชื่นชมของผมมาก ผมรู้จักอาจารย์ตั้งแต่ตอนปฐมนิเทศดังกล่าวมาแล้ว อาจารย์ทำงานที่สาขาวิชาศิลปศาสตร์เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ หลังตกระกำลำบากกับการปฐมนิเทศครั้งแรกแล้วก็ไม่ใคร่ได้พูดคุยกับอาจารย์สักเท่าไหร่ บางทีพบกันก็เมื่อตอนเดินสวนกันในที่ทำงานเท่านั้น ก็ทักทายกันตามสมควร แต่มีวันหนึ่งผมไปนั่งอ่านหนังสือที่บรรณสาร (ตอนนั้นเราย้ายกันมาที่เมืองทองแล้ว) ท่านก็เดินเข้ามาหาผมแล้วบอกว่า ได้อ่านบทความที่ผมเขียนลงในนิตยสารบานไม่รู้โรย (ตอนหลังปิดไปแล้ว) แล้ว ดีนะ อยากให้หมั่นเขียนเอาไว้อยู่เสมอๆ อย่าทิ้ง ผมขอบพระคุณอาจารย์แล้วก็พยายามทำอย่างที่อาจารย์แนะนำไว้มาโดยตลอด แต่ก็คงยังไม่ดีสักเท่าไรนัก ของอย่างนี้ไม่มีวันเรียนรู้ได้หมดหรอกผมเชื่ออย่างนั้น แต่อย่างน้อยผมถือว่าอาจารย์เป็นผู้ที่มีความกรุณาต่อผมตามควร ปัจจุบันท่านอาจารย์ ดร.วิภา เออลี่เกษียณจาก มสธ ไปหลายปีแล้ว แต่ได้ทราบว่าท่านยังคงทำงานวิชาการเกี่ยวกับภาษาอังกฤษอยู่รวมทั้งการสอนหนังสือ สำหรับผมแล้วนับได้ว่าเป็นความสูญเสียของ มสธ อย่างมาก เพราะคนที่เรายกมือไหว้ได้สนิทใจ อีกทั้งเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถโดยแท้จริงนั้น มีน้อยลงทุกทีในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 5

อย่างที่เล่าให้ฟังครับว่า ในตอนเริ่มตั้งมหาวิทยาลัยนั้น ภารกิจสำคัญที่สุดก็คือการเตรียมความพร้อมในการเปิดรับนักศึกษาเป็นครั้งแรก ถ้านับจากปี 2521 ซึ่งเป็นปีก่อตั้งมหาวิทยาลัย ก็เป็นเวลาประมาณ 2 ปีที่ มสธ ใช้ในการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนในแบบทางไกล คือเราเริ่มเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2523 และตัวเลขที่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ความทรงจำที่ยืนยันถึงคุณูปการของระบบการสอนทางไกลที่ มสธ นำมาใช้ก็คือตัวเลข 82,139 คน อันเป็นจำนวนนักศึกษาที่สมัครและลงทะเบียนเรียนกับ มสธ เป็นรุ่นแรก ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มากมายเหลือเกิน เป้าหมายนักศึกษาที่เราตั้งไว้ในตอนแรกอยู่ที่ประมาณหมื่นกว่าคนเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงมีคนสมัครลงทะเบียนถึงกว่าแปดหมื่นคนจึงเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างที่เตรียมการณ์ไว้สำหรับคนประมาณหมื่นกว่าแต่มาจริงถึงกว่าแปดหมื่นจึงต้องมีการปรับตัวกันอย่างหนักและในทันที เราต้องปรับแผนการดำเนินงานกันใหม่ ทำอย่างไรที่จะรองรับคนแปดหมื่นกว่าได้อย่างดีที่สุด

ในช่วงเวลานั้นเรื่องของการผลิตชุดวิชาอาจไกลตัวผมไปสักหน่อย เนื่องจากไม่ได้เป็นอาจารย์ แต่ที่ต้องเข้าไปมีส่วนช่วยโดยตรงก็คือเรื่องของการแยกธนาณัติ ในตอนนั้นเราให้นักศึกษาลงทะเบียนทางไปรษณีย์โดยการซื้อธนาณัติตามจำนวนเงินลงทะเบียนและส่งมายังมหาวิทยาลัย ด้วยคนกว่าแปดหมื่นคนธนาณัติที่มายังมหาวิทยาลัยจึงมีจำนวนมาก สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือการระดมคนมาเพื่อช่วยในการคัดแยกธนาณัติและลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐานให้เรียบร้อย เพื่อที่จะได้นำไปขึ้นเงินกับทางไปรษณีย์ต่อไปให้เร็วที่สุด ดังนั้นในช่วงนั้นทุกคนก็จะต้องมาช่วยในงานนี้ เราทำล่วงเวลากันทุกวันจนถึงทุ่มครึ่ง หลายคนที่ร่วมสมัยในตอนนั้นคงจำกระบะใส่ธนาณัติที่อยู่ตรงหน้าเราได้ดี กิจกรรมการแยกธนาณัติทำให้ผมรู้จักบุคลากรอื่นๆ ที่เข้ามา มสธ ทั้งก่อนและหลังผมมากขึ้น ได้มีโอกาสพบบุคลากรจากหน่วยงานอื่น เช่น พี่ปราณี ชวาลา ซึ่งอยู่หน่วยตรวจสอบภายในของ มสธ ในตอนนั้น พี่ลาวัณย์กองพัสดุ พี่พิศเพลิน เขียวหวาน เป็นต้น การร่วมกิจกรรมการแยกธนาณัติในเวลานั้นเป็นผลให้เรามีความสนิทสนมและผูกพันกันในฐานะชาว มสธ มากขึ้นเป็นลำดับ ไปกินข้าวด้วยกันก่อนทำล่วงเวลา แยกธนาณัติไปคุยกันไป นินทากันไปได้อรรถรส ได้งานได้เม้าท์ ทำเสร็จก็กลับบ้านด้วยกัน นับเป็นบรรยากาศที่ดี (หลายคนอาจบอกว่านี่เข้าข่ายประเภท nostalgia แล้วอาการแบบนี้) ซึ่งสำหรับผมแล้วนี่คือพื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมดั้งเดิมของคน มสธ (ต้องย้ำตรงนี้อีกเหมือนกันว่า วัฒนธรรมดั้งเดิมนะครับ ไม่ใช่วัฒนธรรมสมัยใหม่) ที่เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในช่วงแรกของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย

ทำนองเดียวกันกับการแยกธนาณัติ ช่วงนั้นการเร่งผลิตชุดวิชาที่ต้องมีการออกไปประชุมบูรณาการกันนอกสถานที่ จากการได้รับรู้ในช่วงหลังก็ทำให้พอทราบว่าคณาจารย์ทีออกไปทำงานร่วมกันในตอนนั้นก็มีความสุข แม้ว่าจะเหนื่อยอยู่กันดึกดื่นแต่ก็มีความรักความผูกพันต่อกันเป็นอย่างดี วัฒนธรรมของการทำงานเป็นทีมร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแบบว่ายังไม่เห็นแก่ประโยชน์มากมายนักน่าจะเป็นวัฒนธรรมแรกๆ ของ มสธ ด้วยซ้ำ ในความเห็นของผมปรากฏการณ์ 82,139 เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างวัฒนธรรมที่ว่านั้นให้เกิดขึ้นในช่วงแรกของ มสธ

จากการที่เราร่วมทำงานกันมาอย่างเหนื่อยยากในตอนแรกที่ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น ต่อมาก็เกิดความคิดกันว่าน่าจะจัดให้มีการออกไปทำกิจกรรมภายนอกด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น ดูเหมือนจะมีใครริเริ่มคิดที่จะจัดให้มีการทัศนศึกษาที่ให้บุคลากรไปทำกิจกรรมร่วมกัน ผมจำไม่ได้แล้วครับว่าใครเป็นต้นคิดเรื่องนี้ แต่นับว่าดีมากที่เดียว เพราะทำให้เราได้ออกไปเที่ยวเมืองกาญจน์ด้วยกันโดยรถไฟสายน้ำตก เราจองกันไม่แน่ใจว่าทั้งขบวนเลยหรือเปล่า แต่รู้ว่าเราไปด้วยกันแทบทุกคนในตอนนั้น ที่สำคัญรองบริหารอาจารย์เทียนฉายก็ร่วมเดินทางไปกับเราด้วย ทั้งยังนั่งเล่นไพ่ผสมสิบด้วยกันมาแล้วในรถไฟขบวนนั้นนั่นเอง นี่เป็นกิจกรรมทัศนศึกษาครั้งแรกของ มสธ (น่าจะเป็นประมาณปี 2524 ใครจำได้ช่วยเติมด้วยนะครับ)

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - คั่นเวลา

วันนี้เอง ผมเพิ่งไปกินข้าวที่สหกรณ์ นั่งกินกับไก่ (คุณจันทกานต์) เล็ก (ภรรยาผม) แล้วก้อเมย์รองวิเทศสัมพันธ์ (รศ.ดร.วรรณา) นั่นแหละ ก็ได้ทราบว่ามีคนอ่านประวัติศาสตร์บอกเล่าที่ผมเขียนบ้างเหมือนกัน และก็มีความเห็นและข้อแก้ไขฝากมาด้วย อย่างที่ต้องขอเอามากล่าวก่อนก็คือคุณแอ๊ว (วนิดา สรสุชาติ) เธอทักท้วงมาว่าช่วงแรกนั้นเพื่อสนิทมิตรสหายในกลุ่ม บดท ไม่ได้มีแค่นั้นยังมีคนสำคัญที่ผมลืมไปคือ ปุ๊ (รศ.สุจิตรา จันทร์สว่าง นามสกุลในตอนนั้น ในตอนนี้เธอนามสกุล หังสพฤกษ์) นี่ก็เพื่อนสนิทผมในสมัยแรกเข้าทำงานอีกคนหนึ่ง แย่จังผมลืมเขียนถึงเธอไปได้อย่างไร ขอประทานโทษปุ๊ด้วยนะครับ อาจารย์ปุ๊นี่สนิทสนมกับเธอมาแต่แรก ยังเคยไปงานเลี้ยงที่บ้านของเธอด้วย ตอนนั้นมีอาจารย์รุจ ศิริลัญลักษณ์ ไปนั่งเล่นกีต้าร์กับผม รวมทั้งมีอาจารย์กิติพงศ์ (รองกิจการภายใน) ที่เพิ่งเข้ามาทำงานที่ มสธ ได้ไม่นานนักรวมอยู่ด้วย และต้องขอบคุณแอ๊วอย่างมากจริงๆ อีกคนที่ต้องกล่าวถึงก็คือศรี (ชื่อเดิมตอนนั้นคือคุณศรีวิไล ตอนนี้เธอเปลี่ยนเป็นคุณณัชชา แล้วครับ) เมื่อก่อนเราเรียกเธอว่าศรีนี่แหละ นี่ก็เป็นเพื่อนรุ่นน้องในช่วงแรก เธอสนิทกับปุ๊ในตอนนั้นเนื่องจากอยู่สำนักทะเบียนด้วยกัน ก็เลยมาสนิทกับพวกเราด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเรายังไปเที่ยวด้วยกันด้วยซ้ำ ขอขอบคุณจริงๆ ครับที่ช่วยให้ข้อมูลและความเห็น ที่จริงแล้วผมนั่งคุยในโต๊ะอาหารวันนี้ ได้ทราบว่าแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นไก่ หรืออาจารย์เมย์ต่างก็มีประสบการณ์ต่างช่วงต่างเวลาต่างหน้าที่การงานและกิจกรรม หากได้มาแลกเปลี่ยนบันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำร่วมกันน่าจะเป็นเรื่องดี ยิ่งได้ทราบจากอาจารย์เมย์ว่าปีหน้า มสธ เราจะครบ 3 ทศวรรษด้วยแล้วยิ่งรู้สึกถึงความหมายและความสำคัญของเรื่องราวในอดีต อันนี้ผมรู้สึกเองเป็นส่วนตัวนะครับ คนอื่นเค้าอาจจะไม่ได้คิดเหมือนผม บางทีไม่แน่นะครับเรื่องราวในอดีตนี่แหละที่จะช่วยเยียวยาปัญหาของ มสธ ในปัจจุบันก็ได้ใครจะรู้

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 4

ในช่วงแรกของการทำงานผมยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการผลิตชุดวิชาอะไรมากนัก เนื่องจากทำงานเป็นเลขานุการให้อาจารย์ทองอินทร์ รองวางแผน รู้แต่เพียงว่าคณาจารย์ของสาขาวิชารวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอยู่ระหว่างการผลิตเอกสารการสอนเพื่อเตรียมการเปิดรับนักศึกษารุ่นแรก มีการประชุมกัน มีการออกไปบูรณาการชุดวิชากัน ที่ได้ยินในตอนนั้นก็คือไปกันที่สวางคนิวาสน์ แต่ก็ไม่รู้หรอกว่ากระบวนการทำกันอย่างไร มาในช่วงหลังก็ได้มีโอกาสมาช่วยงานในการผลิตชุดวิชา งานแรกที่เกี่ยวข้องก็คือการเป็นเลขานุการในคณะกรรมการผลิตชุดวิชาการจัดการงานก่อสราง ซึ่งมีอาจารย์สุปรีชาเป็นประธาน ผมมารู้จักท่านอาจารย์สุปรีชาในช่วงหลังจากเข้ามาทำงานได้ไม่นานนัก อาจารย์เป็นนักกีฬาเทนนิสตัวยง แกเล่นเทนนิสอยู่ที่สปอร์ตคลับ (อันนี้จากการพูดคุยสนทนากับอาจารย์) แกไว้ผมยาว ตอนนั้นผมก็ดูเทนนิสอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงกับชอบเล่น ไอ้ที่ผมเล่นเป็นบ้าเป็นหลังในตอนนั้นก็คือฟุตบอล ด้วยความที่อาจารย์แกไว้ผมยาวแล้วก็เป็นสีดอกเลาสวยมาก แล้วเป็นหุ่นนักกีฬา ตอนนั้นมีนักเทนนิสของสวีเดนอยู่คนหนึ่งเท่มากๆ สำหรับผมชื่อว่า บียอร์น บอร์ก ผมว่าแกคล้ายบียอร์น บอร์ก นั่นแหละ แต่อาจจะไม่สูงเท่า ขานั้นมันสูงกว่า ก็คุ้นเคยกับอาจารย์ดี แกก็เลยให้มาช่วยเป็นเลขานุการชุดจัดการงานก่อสรางของสาขาวิชาวิทยาการจัดการ ตอนนั้นกรรมการในชุดที่จำได้ก็มีอาจารย์วิชัย ศรีสอ้าน อาจารย์อรุณ ชัยเสรี อาจารย์ชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว เป็นต้น รวมทั้งมีพี่ติ๊ก รศ.อธิพร ศรียมก เป็นอาจารย์นักเทคโนประจำชุด ได้รับประสบการณ์เยอะมากโดยเฉพาะวิธีคิดของบรรดาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่เป็นนักธุรกิจ อย่างอาจารย์วิชัยนี่แกไม่มีเวลามานั่งเขียน แกใช้วิธีพูดใส่เทปคาสเสทในรถยนต์ระหว่างที่ขับ แล้วมาให้ผมเป็นผู้ถอดเทปอีกที แล้วมาจัดหัวข้อให้เรียบร้อยทุกคนที่เป็นกรรมการไม่มีเวลา งานของกรรมการเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลายร้อยล้านหลายพันล้าน ทั้งหมดเป็นวิศวกรและสถาปนิกชั้นนำของประเทศ อย่างอาจารย์อาจารย์อรุณ ชัยเสรีนี่ก็วิศวกรชั้นเยี่ยม ทั้งเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภรรยาท่านคือท่านอาจารย์นงเยาว์ ชัยเสรี นี่ก็อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่น่าสนใจคืออาจารย์เป็นคนที่สนใจเรื่องหอยอย่างมาก ถือเป็นเอนไซโคลปีเดียว่าด้วยหอยตัวยงทีเดียว แกเคยเล่าให้ฟังว่าหอยบางชนิดที่แกพบเป็นพันธ์ใหม่ มีชื่อเรียกที่แกเป็นคนตั้งด้วยซ้ำอะไรทำนองนี้แหละ มองในทางวิชาการผมว่าการศึกษาเรื่องหอยนี่เป็นความต้องการขั้น self actualization ของ Maslow แน่เลย

การประชุมกรรมการชุดวิชานี่มักไปใช้สถานที่ของอาจารย์ชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว ที่สุขุมวิท อาจารย์เป็นเจ้าของบริษัทสถาปนิกชื่อดังของไทยชื่อว่า ดีไซน์ 103 เชื่อหรือไม่ว่าผมได้ยินเรื่องของสนามบินหนองงูเห่า (หรือสนามบินสุวรรณภูมินี่แหละ) มาตั้งแต่ครั้งนั้นด้วยซ้ำไป (ประมาณปลายปี 2523) ปัญหาที่อาจารย์ชัชวาลย์คุยให้ฟังเสมอกรณีหนองงูเห่าคือชั้นดินที่หนองนั้นเต็มไปด้วยน้ำ การทำให้พื้นดินแข็งเพื่อรองรับน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นมีแนวคิดที่จะใช้วิธีอัดทรายลงไปใต้ชั้นดินให้มีความหนาและแข็งพอ แต่สุดท้ายผมก็ไม่รู้ว่าเขาทำกันอย่างไรในทางเทคนิค (อันนี้นอกเรื่องไปหน่อยครับ) ผมได้รับประโยชน์ทุกครั้งจากการประชุมกรรมการผลิตชุดวิชานี้ อาจารย์สุปรีชาและกรรมการในชุดมีความคุ้นเคยและเป็นกันเองดี ผมในตอนนั้นเป็นข้าราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 ก็ได้แต่ชื่นชมในความรู้ความสามารถของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้น และผมว่านี่เป็นข้อดีของ มสธ ในช่วงนั้นที่เราได้รับความกรุณาจากผู้ทรงคตุณวุฒิเหล่านี้ที่มาช่วยในการผลิตชุดวิชา ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงแต่ชุดการจัดการงานก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชุดวิชาอื่นๆ ทั้งของศึกษาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ที่กำลังเร่งมือผลิตกันอย่างเอาจริงเอาจังในขณะนั้นด้วย

เอกสารการสอนของ มสธ ในยุคแรกจึงเป็นเอกสารที่รวบรวมเอานักวิชาการชั้นนำในสมัยนั้นมารวมเข้าไว้ด้วยกัน เอามานั่งประชุมร่วมกัน มานั่งเขียนมานั่งทำงานร่วมกัน ไม่มีใครที่ไหนหรือในมหาวิทยาลัยไหนทำได้แบบนี้ ผมว่านี่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาแบบหนึ่งที่ มสธ สร้างไว้ให้ปรากฎ และเราก็จะพบว่าเอกสารการสอนของ มสธ ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากสังคมและวงวิชาการ และยังเป็นแบบอย่างให้อีกหลายสถาบันนำไปใช้ในการสร้างเอกสารประกอบการสอน รวมทั้งเอาไปใช้สอนในชั้นเรียนของตนเองด้วย นี่เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ (แต่ต้องเน้นตัวเข้มไว้ตรงนี้ว่านั่นคือผลงานของคนในยุคบุกเบิกมหาวิทยาลัยมีส่วนสำคัญในการสร้างนะครับ)

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

6 December 2007 - คั่นเวลา

ผมไม่แน่ใจว่ามีใครเข้ามาอ่านบ้าง ถ้ามีและพอจะมีเวลาสักเล็กน้อยนะครับ ผมอยากให้ทุกท่านมีส่วนร่วมกับบล็อกนี้โดยการแสดงความเห็นเข้ามาในแต่ละบล็อกที่ท่านอ่าน ถ้าพบว่ามีข้อมูลที่ผิดพลาด อยากให้แต่ละท่านช่วยปรับปรุง แก้ไข หรือให้ข้อเสนอแนะด้วยครับ เพื่อให้บล็อกนี้เป็นประโยชน์ในการเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับ มสธ ที่หลายคนยังอาจไม่เคยประสบมาก่อน และเพื่อเป็นการแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน โดยท่านสามารถคลิกที่ "ความคิดเห็น" ที่อยู่ด้านล่างของแต่ละบล็อกแล้วเขียนขอความเข้ามาได้เลย ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ ครับ

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

13 June 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 3

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งในช่วงแรกของการดำเนินงานของ มสธ ก็คือเรื่องสถานที่ทำงาน อย่างที่บอกว่าตอนแรกนั้นเราต้องทั้งขอยืมและขอเช่า ที่ขอยืมก็มีที่สภาการศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ที่ขอเช่าก็ที่อาคาร บดท ตรงผ่านฟ้านั่นแหละ ตามความเห็นของผมก็ต้องถือเป็นความสามารถของผู้บริหารในสมัยนั้นที่นำโดย ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ที่สามารถบริหารจัดการ มสธ ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ได้ค่อนข้างดีเอามากๆ แม่ว่าเราจะอยู่ห่างกันเช่นนั้น อีกทั้งสถานที่ก็ไม่ใช่ของเราเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรต่อการปฏิบัติงาน เรายังคงประสานงานการทำงานกันได้ด้วยดี แต่อย่างไรก็ตามความคิดในการหาที่ทำการของเราเองก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารถือเป็นความสำคัญลำดับแรกเช่นกัน จากความทรงจำของผมพอจะลำดับความเกี่ยวกับเรื่องราวของสถานที่ได้ว่า หลังจากที่ผมเข้าทำงานได้ไม่นาน ก็เริ่มมีความคิดที่จะย้ายที่ทำการให้เข้ามาอยู่ใกล้กันมากขึ้น (ยังไม่ได้มาอยู่ที่เดียวกันนะครับ) เพื่อให้การประสานงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าใจว่าน่าจะเป็นประมาณปี 2524 เราก็เริ่มย้ายที่ทำการกันอีกครั้ง สถานที่สำคัญก็คือที่ที่เราได้จากทบวงมหาวิทยาลัย คือ ชั้นที่ 12 และ 13 ของอาคารทบวงมหาวิทยาลัย ถนนศรีอยุธยา ซ้ายมือเป็นโรงพัก ขวามือเป็นโรงเรียน ทำนองนั้นแหละครับ ตรงนั้นเราใช้เป็นที่ทำการของสำนักงานอธิการบดี บรรณสารสนเทศ (ในช่วงแรก) ห้องทำงานของรองอธิการบดี ส่วนอธิการบดีท่านอยู่ที่ชั้น 3 เพราะภายหลังได้รับตำแหน่งเป็นปลัดทบวงมหาวิทยาลัยด้วย เพราะฉะนั้นการประสานงานก็สะดวกขึ้น การประชุมต่างๆ ก็ใช้สถานที่ของทบวงนั่นแหละเป็นหลัก มีอธิการบดีเป็นปลัดซะอย่าง ทำไงได้ รองอธิการบดีที่นั่งที่ชั้น 12 ก็คือ รองบริหารอาจารย์เทียนฉาย รองวางแผนอาจารย์ทองอินทร์ นอกจากนั้นก็มีอาคารที่เราเช่าใกล้กับทบวงคือที่ ตึกกุ๊ก (เราเรียกกันอย่างนั้น) ตรงถนนศรีอยุธยา เลยทบวงมหาวิทยาลัยไปหน่อยนึง ตึกนี้ใช้เป็นที่ทำการของสำนักวิชาการ และดูเหมือนรองวิชาการ อาจารย์เอี่ยมก็นั่งทำงานที่นี่ด้วย นอกจากนั้น มสธ ยังเช่าอาคารอีก 2 อาคารตรงถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เป็น 2 อาคารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกันของสองฝั่งถนนเพชรบุรี ฟากหนึ่งเป็นที่ทำงานของสำนักทะเบียน สำนักเทคโนโลยีการศึกษา สำนักพิมพ์ด้วยในตอนหลังที่มีการตั้งสำนักพิมพ์ อีกฟากหนึ่งเป็นสำนักบริการการศึกษา ในช่วงนี้ มสธ มีการรับสมัครบุคลากรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกจ้างเพื่อมาช่วยงานที่เริ่มมีมากอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานสำคัญคือการเกี่ยวกับการจัดส่งเอกสารชุดวิชาไปยังนักศึกษา

ในระยะเวลาต่อมา มสธ ก็ยังได้เช่าอาคารเพิ่มคือที่อาคารเอเซีย ตรงแยกราชเทวีใช้เป็นที่ทำงานของสาขาวิชา รวมทั้งสำนักพิมพ์บางส่วนในระยะหลัง นอกจากนี้เรายังเคยใช้สนามฟุตบอลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันว่าสนามจุ๊บใช้เป็นที่เก็บเอกสารชุดวิชาเพื่อรอการส่งมอบแก่นักศึกษาด้วย จะเห็นได้ว่านับเป็นความพยายามอย่างมากของ มสธ ที่จะทำให้การดำเนินงานสามารถลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นพวกที่เข้ามาทำงานรุ่นแรกๆ นี้ต้องมีความสามารถพิเศษอยู่ด้วยคือ การเก็บข้าวของและการขนย้าย เพราะเดี๋ยวต้องย้ายไปตรงโน้นเดี๋ยวต้องย้ายไปตรงนี้ อันที่จริงก็ไม่หนักหนาอะไรหรอกครับ ทำไปมากลับทำให้พวกรุ่นแรกๆนี่ผูกพันกันมากด้วยซ้ำไป (แต่ระยะหลังค่อนข้างห่างเหินนะ ว่าไม๊) เพราะต้องตกระกำลำบากมาด้วยกัน

จนในที่สุดประมาณปี 2527 เราก็ย้ายมาสู่ที่ทำการใหม่ที่เมืองทอง 3 ได้ในที่สุด ที่ตรงนี้เริ่มแรกเป็นที่บริจาคจากคุณมงคล กาญจนพาสน์ ประธานบริษัทบางกอกแลนด์ ประมาณ 135 ไร่และเรามาซื้อเพิ่มในภายหลังอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ความจริงแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาที่ผมเล่ามาเหล่านี้ อาจารย์วิจิตรท่านก็ได้เขียนไว้ช่วยให้เห็นภาพความพยายามและอุปสรรคในอดีตที่ดีมาก ใครสนใจลองไปหาอ่านในหนังสือ 20 ปี มสธ แห่งการพัฒนาได้นะครับ อาจารย์เล่ามาตั้งแต่อดีตเลย ทั้งเรื่องคนที่มาช่วยในรุ่นบุกเบิก รวมทั้งความพยายามในการหาสถานที่ทำงานถาวรของเรา

Comments (1) :: Post A Comment! :: Permanent Link

13 June 2007 - ประวัติศาสตร์บอกเล่าตอนที่ 2 (the other side of knowledge management)

การทำงานที่ มสธ ที่การบินไทยนั้นมีความสุขมากในช่วงนั้น (ปี 2523) เพื่อนๆ รุ่นแรกที่สนิทชิดเชื้อของผมก็มีแอ๊วคุณวนิดา วงศ์ทอง (นามสกุลในตอนนั้น) เธอเป็นเลขานุการของอธิการบดีผู้ก่อตั้ง (ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) มีแตนคุณบุษบา สุธีธร เป็นประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย ตอนนี้เธอเป็น รศ.ดร.อยู่ที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มีตั้มคุณธำรงฤทธิ์ เหล็กเพชร เลขานุการของรองวิชาการ อาจารย์เอี่ยมนั่นแหละ (ตอนนี้ถึงแก่กรรมไปแล้ว) มีคุณแว่นหรือคุณมนตรี วิเชียรมณี นิติกรในตอนนั้น ตอนนี้เป็น ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ไปแล้ว มีพี่ภาคุณวรรณภา ประเสริฐสุข (นามสกุลในตอนนั้น) ตอนนี้เป็น รศ.ดร.อยู่ที่สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ (สาขาวิชาเดียวกับที่ผมทำงานอยู่ปัจจุบัน) มีเล็กคุณนิรมล น้ำเพ็ชร (นามสกุลในตอนนั้น) ตอนนี้หันมาใช้นามสกุลเดียวกับผม เธอตกลงใช้มาตั้งแต่ 22 กุมภาพันธ์ 2526 และก็ยังใช้มาจนทุกวันนี้ คิดว่าเธอคงไม่เปลี่ยนแล้วล่ะครับ ภรรยาของผมเองครับ เดิมเธอเป็นเจ้าหน้าที่บุคคลอยู่ที่งานการเจ้าหน้าที่ ตอนหลังมาเป็นเลขานุการรองปฏิบัติการ (รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ) หลังจากนั้นไปเป็นเลานุการสำนักพิมพ์ แล้วก็มาเป็นเลขานุการสำนักทะเบียนฯ ในปัจจุบันนี้ อันที่จริงผมกับเล็กมีวีรกรรมที่หลายคนยังอาจจำได้ในวันแต่งงาน ไว้จะเล่าให้ฟัง ไม่รู้ว่าเป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าของ มสธ หรือเปล่านะ นี่แหละครับประมาณนี้บรรดาผู้คนที่ผมรู้จักสนิทสนมในช่วงแรกของการทำงาน

อยู่ที่ชั้น 6 การบินไทยผ่านฟ้าอบอุ่นมาก ผมจำได้ว่าข้างที่ทำงานเรามีร้านก๊วยเตี๋ยวบะหมี่อร่อยมาก พวกเราเวลาพักกลางวันเราก็ลงไปกินกันที่ร้านนั้น และเราก็มักนั่งทานร่วมกับรองบริหาร อาจารย์เทียนฉายนั่นแหละ เพราะแกก็ฝากท้องกับร้านนี้เหมือนกัน นั่งกินกันไปคุยกันไปกับผู้บริหาร ผมว่าเป็นความรู้สึกและบรรยากาศที่ดีมาก ว่าไม๊ อาจารย์เทียนฉายเองก็เป็นกันเองกับพวกเรา สนิทกันด้วยซ้ำไป แกเป็นคนทำงานเร็วและมีระบบคิดที่ดี เป็นผู้นำทางความคิดและการทำงานของเราได้ ออกในทางนักเลงด้วยซ้ำ คือพูดตรงไปตรงมาดี แก้ปัญหาได้ดี ผมยังจำได้รุ่นเราเป็นรุ่นที่ มสธ จัดให้มีการปฐมนิเทศข้าราชการเป็นครั้งแรก ดูเหมือนจะใช้ห้องประชุมของ สำนักงาน ปปป ในตอนนั้นที่อยู่ในรั้วเดียวกับสำนักงาน กพ ตรงข้ามทำเนียบนั่นแหละครับ อาจารย์เทียนฉายเป็นคนที่พูดท้าทายพวกเรามากเหลือเกิน (สำหรับผมนะ คนอื่นไม่รู้เขาคิดยังไง) คือแกบอกว่า แกอยากเห็นพวกเรามาช่วยกันทำให้ มสธ เป็นหน่วยงานราชการในแบบอุดมคติอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ราชการแบบเช้าชามเย็นชามอย่างที่เป็นอยู่ในหลานหน่วยงานในเวลานั้น ผมไม่เคยได้ยินใครพูดแบบนี้มาก่อน เลยรู้สึกเหมือนถูกท้าทาย เพราะแกถามพวกเราว่าพร้อมกันหรือเปล่า ผมไม่ได้ตอบออกไปให้แกได้ยิน แต่ตอบอยู่ในใจของผมเองว่าเอาสิครับ เอาไงเอากัน ลืมบอกไปนิดนึงอาจารย์เทียนฉายเป็นคนสัมภาษณ์ผมตอนสอบด้วย คนที่สัมภาษณ์ร่วมด้วยก็มีพี่ประมวญ บุณยะโหตระ กับอีกคนนึงจำไม่ได้แน่คุณวันชัย คำนวณสินธ์ หรือเปล่าก็จำไม่ได้ชัดครับ

มสธ ในเวลานั้นกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการรับสมัครนักศึกษาเป็นรุ่นแรก พวกเราส่วนใหญ่ทำงานอยู่ที่สำนักงานอธิการบดี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานด้านวิชาการสักเท่าไร บุคลากรด้านวิชาการจะอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา เป็นกลุ่มคณาจารย์ อีกส่วนคือพวกสำนักบริการการศึกษา เทคโนโลยี ทะเบียน จะอยู่รวมๆ กันที่สภาการศึกษา เท่าที่พอจะจำได้ ซึ่งเตรียมการเพื่อเปิดสอน มีการผลิตชุดวิชา การทำสื่อนการศึกษา การออกแบบการเรียนการสอนในระบบทางไกลทั้งหมด กำลังหลักในการออกแบบจะอยู่ที่สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ โดยเฉพาะหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญก็ได้แก่ อาจารย์ชัยยงค์ อาจารย์นิคม อาจารย์สุภรณ์ อาจารย์สิริวรรณ อาจารย์วิจิตร ภักดีรัตน์ ซึ่งรับผิดชอบด้านบริการการศึกษา อาจารย์วินัย รังสินันท์ ดูแลงานทะเบียน อาจารย์องค์การดูแลสำนักวิชาการ ตัวแกเองก็อยู่ที่สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ด้วย และอีกหลายคนที่เอ่ยชื่อไม่หมด ตอนนั้นสาขาวิชามี 3 สาขาวิชาคือ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และวิทยาการจัดการ ที่จริงมีคณาจารย์สาขาอื่นอยู่ด้วยแต่เอาอัตรามาตั้งรวมๆ กันไว้ที่ศิลปศาสตร์ เนื่องจากสาขาวิชาอื่นยังไม่มีประกาศทบวงจัดตั้ง
Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

<- Last Page :: Next Page ->

About Me



«  January 2009  »
MonTueWedThuFriSatSun
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

Friends




Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting