14 December 2007 - คุณสมบัติของอธิการบดีคนใหม่
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมาผมไปเข้าร่วมในการรับฟังและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ของเรา ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารวิทยทัศน์โดยสภาวิชาการ ในการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้มีคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีเข้าร่วมด้วย โดยในส่วนของผู้แทนคณาจารย์ 2 คน ผู้แทนสาย ข และ ค 2 คน ตลอดจนกรรมการและเลขานุการมากันครบพร้อมหน้า ส่วนกรรมการจากสภามหาวิทยาลัยมาด้วยกัน 2 ท่านคือ อาจารย์คณิต ณ นคร และอาจารย์อุทุมพร จามรมาน มีอาจารย์วิกรณ์ รักปวงชน จากนิติศาสตร์ และอาจารย์สมัครสมร ภักดีเทวา จากสำนักเทคโลยีการศึกษา เป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกัน
วันนั้นมีคนเข้าร่วมรับฟังและร่วมแสดงความคิดเห็นตามปกติคือไม่มากเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนประจำคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ก็หน้านี้แหละมาแทบทุกครั้ง ผมว่าการจะทำให้การรับฟังความเห็นมีความหมายก็คือการนำเอาสิ่งที่ได้มีผู้แสดงความเห็นไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง ทำนองว่ามาพูดแล้วเกิดมรรคเกิดผลบ้าง ไม่ใช่มาพูดกันแล้วก็ไม่เอาไปปฏิบัติ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไอ้ที่พูดๆ กันแล้วไม่ทำเนี่ยแหละทำให้คนไม่อยากเข้ามาร่วม เพราะไม่มีผล แต่ถ้ามาพูดแล้วเกิดผลอย่างที่พูด ทำได้อย่างนี้อยู่เสมอคนก็จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นมากขึ้น เชื่อผมไหมล่ะ
อาจารย์หลายท่านรวมทั้งบุคลากรอีกหลายคนได้ร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานภาพปัจจุบัน ตลอดจนทิศทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต รวมทั้งมีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของอธิการบดีเพิ่มเติมด้วย ผมเองก็ได้ร่วมแสดงความเห็นในวันนันด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของคุณสมบัติของอธิการบดีนั้น มีคนกล่าวไว้หลายประการ ส่วนผมนั้นเห็นว่าอย่างน้อยอธิการบดีคนใหม่ต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการคือ
หนึ่ง ต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารอย่างจริงจัง การตัดสินใจในการบริหารจัดการวิชาการของมหาวิทยาลัยต่อจากนี้ไปต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเรามีข้อมูลสารสนเทศมากมายที่บอกว่าเราทำมาเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ แต่เอาเข้าจริงเราไม่เคยใช้อย่างจริงจังเลยแม้แต่น้อย ผมยกตัวอย่างเรื่องเดียวที่ชัดเจนที่สุด นั่นก็คือปัญหาเกี่ยวกับการลาออกกลางคัน หรือ drop out rate ของนักศึกษาซึ่งแต่ละรุ่นแต่ละปีมีจำนวนสูงมากเฉลี่ยแล้วประมาณร้อยละ 70 ขึ้นไปที่ไม่ลงทะเบียนเรียนต่อ เราพูดถึงข้อมูลนี้มานานแล้ว เพราะปัญหานี้เกิดมานาแล้วเช่นกัน จนปัจจุบันเราก็ยังแก้ไม่ได้สักเท่าไรนัก อัตราการลาออกกลางคันของนักศึกษายังสูงอยู่ อันนี้มีผลกับมหาวิทยาลัย เอาที่ชัดเจนก็คือรายได้เราหายไปเป็นจำนวนมากครับ ก็คนไม่มาลงทะเบียนเรียนจะเอารายได้จากไหน ดังนั้นไอ้ที่เราบอกว่าเราจะหารายได้อะไรกันวุ่นวายน่ะ เพลาๆ ลงบ้างก็ได้ เพียงแก้ปัญหาโดยลดอัตราการลาออกกลางคันของนักศึกษาให้ได้ เท่านี้เราก็มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วครับ เอาให้เหลือซักประมาณร้อยละ 40 ส่วนต่างร้อยละ 30 ที่ได้มานั้นคูณกับเงินลงทะเบียนเฉลี่ยต่อหัวประมาณเอาแค่คนละ 2,000 บาทเป็นเงินเท่าไหร่ ร้อยละ 30 ของนักศึกษาที่ได้มานั้นเป็นหมื่นคนนะครับพี่น้อง ไม่ใช่เล่นๆ แต่เราก็ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตอนผมเป็นรักษาการ ผอ ศูนย์ประกันคุณภาพฯ เคยนั่งดูตัวเลขกับน้องที่กองแผนงาน ก็พบว่ามันมีแบบแผนของการ drop out คือคนที่ drop คือนักศึกษาใหม่ปีหนึ่งพอขึ้นปีสองเทอมแรกจะหายไปเลยครับ คือไม่ลงทะเบียนเรียนต่อ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เราก็ยังบอกว่าก็เรารู้อย่างนี้แล้วผู้บริหารทำอะไรบ้าง จุดวิกฤติมันอยู่ที่เทอมแรกของปีสอง แล้วเราทำอะไรบ้าง ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ จะแก้ปัญหา drop out ต้องแก้ที่นักศึกษาใหม่ปีสองก่อนเป็นลำดับแรก จะทำอย่างไรอันนี้ต้องคิดไงครับ คิด หน้าที่ใครครับที่ต้องคิด คงไม่ต้องให้ผมบอกมั๊ง เคยคิดหรือไม่เคยคิด คิดออกหรือคิดไม่ออก ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้คือ drop out rate ก็ยังสูงอยู่เช่นเคย รายได้ของมหาวิทยาลัยก็ยังหายไปอีกเช่นเคย
สอง อธิการบดีต้องรู้จักเลือกคนที่เหมาะสมมาทำงานให้มหาวิทยาลัย ไอ้คุณสมบัติในการเลือกคนมองคนมาทำงานนั้นไม่ได้มีกันทุกคนนะครับ ของแบบนี้มันต้องใจกว้าง คำนึงถึงประโยชน์ของมหาวิทยาลัย นักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ มีสมมติฐานอย่างนี้แล้วจะได้ไม่ไปเลือกเอาประเภทที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างมาเป็นทีมงานบริหารของมหาวิทยาลัย ผู้บริหารของเราเท่าที่ผ่านมาและเท่าที่มีอยู่ คงไม่ต้องบอกนะครับว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร ยี้หรือไม่ยี้ท่านก็ลองพิจารณาเอาเองครับ เท่าที่ผมมีประสบการณ์ตรงกับบางคนน่ะ บอกได้เลยว่าให้มาเป็นอาจารย์ที่สาขาวิชาน่ะดีแล้ว อย่าให้ขึ้นไปบริหารเลยครับ มีทั้งที่ไม่รู้ว่าความเป็นผู้บริหารนั้นคุณมีหน้าที่อะไร ไม่ใช่เดินประชุมนะครับบอกไว้ก่อน ไอ้หน้าที่กำกับดูแลงานในความรับผิดชอบน่ะ อันที่จริงไม่มีท่านเหล่านั้นเขาก็ทำงานกันได้ เพราะส่วนใหญ่มันงานรูทีน เขาเอาท่านมาเป็นก็หวังให้ท่านคิดไงครับ คิดในเชิงนโยบาย คิดในทางยุทธศาสตร์ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ครับ คิดให้เกิดประโยชน์กับมหาวิทยาลัยโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง การที่อธิการบดีจะเลือกคนที่เหมาะได้ ต้องมีการศึกษา profile ของบุคลากรที่ดี แล้วกล้าที่จะมอบหมายให้คนเหล่านั้นทำหน้าที่ ไม่ใช่ไม่เคยรู้เลยว่าใครทำอะไร ใครเป็นอย่างไร เลือกคนแบบสายลมแสงแดด แบบเสื้อผ้าอาภรณ์ แบบวาจาไพเราะเสนาะหู ดังนั้นผู้บริหารของเราที่ผ่านมาจึงเข้าข่าย ดูดี (แต่งตัวดี) มีอายุ (อาวุโสหน่อยๆ) อุดมมาด (คือต้องมีมาดดี) ญาติดีเสมอกัน (คือถ้อยทีถ้อยชมกันและกัน) ผิดไปจากนี้ไม่เอา เอามาแล้วเดี๋ยวมีปัญหา ไม่ชอบขี้หน้ามัน ผมว่าคนใน มสธ ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้บริหารมากกว่าบรรดาท่านที่นั่งอยู่ปัจจุบันนี้มีหลายคนเหลือเกิน แต่พวกนี้มี่คุณสมบัติพิเศษครับครับ เช่น ไม่เป็นที่ถูกชะตาของผู้บริหารระดับสูง วาจากร้าวร้าว ตรงไปตรงมาเกินไป (สังคมไทยไม่ชอบคนแบบนี้) รู้มากกว่าตัวเอง มีคนมาบอกว่านิสัยไม่ดี (เลยเชื่อตามเขา) สิ่งที่เกิดตามมาคือ มสธ จึงเสียโอกาสไปครับ ผมคิดของผมนะครับว่า ถ้าสิ่งที่เราได้มาคือขยะ คุณจะคาดจะคั้นอย่างไรคุณก็ได้แค่ขยะเท่านั้น
สาม อธิการบดีต้องเท้าติดดินอยู่เสมอ หมายความว่าต้องลงมาเดินพบปะผู้คนอยู่เป็นนิจสิน ไปหน่วยงานโน้นนี้หน่วยงานนี้บ้าง ลงมานั่งกินข้าวกับผู้คนในมหาวิทยาลัยบ้าง คุยกับคนให้หลากหลายบ้าง ก็จะรู้ว่าปัญหาของมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหน เอาแต่นั่งอยู่ข้างบน แม้จะอยู่สูงแต่กลับมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง การลงมาหาผู้คนได้หลายอย่าง ได้ทั้งจิตใจ ได้ทั้งความสัมพันธ์ ได้ทั้งงาน ได้ทั้งการมีส่วนร่วม สารพัดจะได้ และก็ทำไม่เห็นจะยาก ไม่ต้องทำทุกวัน แต่ทำเป็นประจำเมื่อมีเวลาว่างครับ
ของผมก็ขอสัก 3 อย่างแล้วกัน จะได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ครับ
|